พระสุรเสียงของไทเฮาแหบแห้ง “ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องช่วยกุ้ยเฟยให้สุดกำลัง! ต้องการสมุนไพรชนิดใดก็หาให้ได้ ข้าขอเพียงกุ้ยเฟยมีชีวิตรอด”
หมอหลวงรีบรับคำ “ทูลไทเฮา หากต้องการช่วยกุ้ยเฟยในยามนี้ คงต้องให้หมอหลวงทั้งกรมช่วยกันหาทาง กระหม่อมเพียงผู้เดียวไร้ความสามารถจริง ๆ”
ไทเฮาพยักหน้า “ดี! ข้าอนุญาต”
เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของหนิงซวงเสวี่ยจากด้านหลัง ไทเฮาก็หลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองนางอย่างขุ่นเคือง “เจ้ายังมีหน้ามาร้องไห้อีกหรือ!”
ขนตาของหนิงซวงเสวี่ยสั่นไหว “ทูลไทเฮา หม่อมฉันไม่รู้จริง ๆ ว่ากุ้ยเฟยประชวรหนัก เป็นกุ้ยเฟยที่ทำร้ายหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงโกรธจนอดไม่ไหว ถึงได้ผลักนาง หม่อมฉันไม่คิดเลยว่ากุ้ยเฟยจะประชวรหนักถึงเพียงนี้”
ไทเฮายกมือขึ้น ตบหน้าหนิงซวงเสวี่ยอย่างแรง!
เสียงเพียะดังลั่น หนิงซวงเสวี่ยรู้สึกปวดแสบแก้มขึ้นมาทันควัน ร่างเซล้มลงกับพื้น
พระพักตร์ของไทเฮามืดครึ้ม “ตั้งแต่แรกเจ้าไม่ควรกลับเข้าวัง บัดนี้กุ้ยเฟยอยู่ระหว่างความเป็นความตาย เจ้ายังใส่ร้ายนางอยู่ตรงนี้อีก! ข้าเห็นเจ้าแล้วรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก”
“หากกุ้ยเฟยเป็นอะไรไปเพราะเจ้า ก็จงคิดให้ดีว่าจะอธิบายกับฮ่องเต้อย่างไร!”
หนิงซวงเสวี่ยนั่งหมดอาลัยอยู่บนพื้น
เป็นไปไม่ได้ ต่อให้กุ้ยเฟยตาย สามีก็ไม่มีทางทำอะไรนางจริง ๆ หรอก
แต่ในใจนางกลับรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ลึก ๆ เพราะนางเข้าใจดีว่า กุ้ยเฟยมีความหมายต่อฮ่องเต้ไม่เหมือนผู้อื่น…
ไหล่ของหนิงซวงเสวี่ยเกร็งแน่น นางเริ่มลนลานขึ้นมา
ไทเฮาไม่อยากมองหนิงซวงเสวี่ยอีก จึงตรัสเพียงว่า “ให้คนตำหนักเหยาหวาคุมตัวนางไว้ให้ดี หากกล้าออกมาอีก ข้าจะตัดหัวพวกมันเสีย!”
“เพคะ!”
ไทเฮากำชับหมอหลวงให้ดูแลกุ้ยเฟยให้ดี แล้วสั่งคนเฝ้าตำหนักถางอวิ๋นไว้ เพื่อให้หมอหลวงรักษากุ้ยเฟยได้อย่างสงบ
