เพราะขาของกุ้ยเฟยมีความผิดปกติ ทั้งฮ่องเต้ยังมิได้ตรัส เหล่าแม่นมจึงไม่กล้าฝังโลงศพของกุ้ยเฟยตามอำเภอใจ แต่พวกนางก็ไม่เคยนึกว่าฮ่องเต้จะเสด็จมาด้วยพระองค์เอง
หมอพิษกับเจ้าหน้าที่ชันสูตรหลวงที่ตามหลังจวินเฉินอวี้มา ต่างรีบก้าวเข้าไป
เมื่อเห็นโลงศพไม้หนานมู่ทองวางอยู่ตรงนั้น จวินเฉินอวี้ก็หลุบตาลง แพขนตาทอดเงาเย็นเยียบใต้ดวงตา
หมอพิษกับเจ้าหน้าที่ชันสูตรหลวงเห็นจวินเฉินอวี้ส่งสัญญาณทางสายตา จึงค่อยเปิดโลงศพอย่างนอบน้อม
เมื่อได้ยินเสียงเปิดโลง จวินเฉินอวี้ก็หันหลังกลับอย่างเงียบงัน
เขาหลับตาลงครู่หนึ่ง ก่อนยืนนิ่งรออยู่ตรงนั้น
เหล่าแม่นมชราต่างยืนอย่างสำรวม เพราะนอกจากฮ่องเต้แล้ว รอบข้างยังมีองครักษ์จินอู๋ถือดาบอยู่เต็มไปหมด แต่ละคนยืนเฝ้าอยู่เบื้องพระพักตร์อย่างองอาจ หากไม่สำรวมก็คงไม่ได้
เวลาเคลื่อนผ่านไปทีละน้อย
หมอพิษกับเจ้าหน้าที่ชันสูตรหลวงต่างมีเหงื่อเย็นผุดเต็มศีรษะ ทั้งสองสบตากันแวบหนึ่ง
แต่เมื่อฮ่องเต้อยู่ที่นี่ ต่อให้เป็นคำที่ไม่ควรกล่าวก็จำต้องกล่าว มิฉะนั้นก็เท่ากับหลอกลวงเบื้องสูง
หมอพิษจึงลุกขึ้นก่อน “ฮ่องเต้ กระหม่อมตรวจสอบแล้ว ศพของกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงไม่มีความผิดปกติ อีกทั้งภายในร่างก็ไม่มียาพิษที่ทำให้เปลี่ยนโฉมได้พ่ะย่ะค่ะ”
เขานึกเสียใจที่ตัดสินเรื่องนี้ในวังไปเช่นนั้น ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะทรงพิโรธหรือไม่
เจ้าหน้าที่ชันสูตรหลวงรีบลุกขึ้นเช่นกัน “ขอกราบทูลฮ่องเต้ จากการตรวจสอบ กระหม่อมพบว่าขาข้างนี้ของกุ้ยเฟยเหนียงเหนียงถูกกระบองตีจนหัก อีกทั้งก่อนสิ้นใจไม่ได้รับการรักษา กระดูกขาจึงเคลื่อนผิดตำแหน่งมาโดยตลอดพ่ะย่ะค่ะ”
