หงเอ๋อร์ตกใจจนหน้าถอดสี “ไม่ใช่ ไม่ใช่...”
ซวินเอ๋อร์กล่าวต่อ “ป้ายคำสั่งก็เป็นเย่ฉางจ้ายที่สั่งให้บ่าวขโมยออกมา แม้แต่จดหมายก็เป็นเย่ฉางจ้ายที่ส่งคนปลอมแปลง แล้วให้หงเอ๋อร์นำมามอบแก่บ่าวเจ้าค่ะ”
เวินอวิ๋นเหมียนละสายตาอย่างเย็นชา “คนอยู่ไหน จับหงเอ๋อร์ไปศาลาคุมกฎ สอบสวนให้ละเอียด”
“นายหญิงน้อย...” หงเอ๋อร์มองเย่ฉางจ้ายอย่างหวาดกลัว
“นายหญิงน้อย ช่วยบ่าวด้วย! บ่าวไม่อยากไปศาลาคุมกฎ บ่าวไม่อยากไป!”
เย่ฉางจ้ายหวาดกลัวจนตัวสั่น นางอยากอ้อนวอนขอความเมตตาให้ตนเอง
แต่พอเห็นสายตาของกุ้ยเหรินอิ๋ง คำพูดที่จ่ออยู่ริมฝีปากก็พลันชะงัก
คนในครอบครัวของนางยังต้องพึ่งกุ้ยเหรินอิ๋งให้ช่วยส่งเสริม นางไม่รู้ว่าตระกูลเฉียวกำลังจะล่มสลาย รู้เพียงว่าชาติกำเนิดของตนสู้กุ้ยเหรินอิ๋งไม่ได้
หากหงเอ๋อร์เปิดโปงกุ้ยเหรินอิ๋ง ตระกูลเฉียวย่อมต้องช่วยนางแก้แค้นตระกูลเย่เป็นแน่
ยิ่งไปกว่านั้น กุ้ยเหรินอิ๋งยังเป็นน้าขององค์ชายใหญ่ ย่อมตั้งหลักในวังหลังได้มั่นคงแน่นอน
เย่ฉางจ้ายไม่กล้าเอาอนาคตของคนในครอบครัวมาเสี่ยง
ด้วยความลนลาน นางร้องไห้ขยับเข่าไปตรงหน้าเวินอวิ๋นเหมียน
“กุ้ยเฟยเหนียงเหนียง เป็นหม่อมฉันที่ทำร้ายพระสนมเยวี่ยผิน ทั้งยังใส่ร้ายเหยียนฉางจ้าย ขอเหนียงเหนียงโปรดเมตตาไว้ชีวิตหม่อมฉันด้วย! หม่อมฉันไม่กล้าอีกแล้วเพคะ”
ในเวลานั้น พระสนมเยวี่ยผินก็ฟื้นจากอาการหมดสติ พอลืมตาขึ้นก็ได้ยินคำพูดของเย่ฉางจ้าย
“นังหญิงชั่ว เจ้ากล้าทำร้ายข้าหรือ!”
เวินอวิ๋นเหมียนเห็นว่าเย่ฉางจ้ายสารภาพแล้ว จึงสั่งว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะกักบริเวณเจ้าไว้ก่อน เมื่อกราบทูลเรื่องนี้ต่อฮ่องเต้แล้ว ค่อยตัดสินอีกครั้ง”
