ระหว่างทางกลับ เวินอวิ๋นเหมียนได้ยินท่านกงกงลู่กล่าวยิ้ม ๆ ว่า “พระสนมหยวนเฟยอยู่ในพระทัยของฮ่องเต้เสมอมา ทั้งยังเป็นผู้ที่ปลอบประโลมพระองค์ได้ดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
เวินอวิ๋นเหมียนยิ้มบาง ๆ นั่นเป็นเพราะนางรู้จักวางตัว
บางครั้งความหึงหวงก็เป็นการหยอกเย้า แต่บางครั้งก็กลายเป็นการหาเรื่องไร้เหตุผล สิ่งสำคัญคือการรู้จักวางขอบเขตให้เหมาะสม
ยามบุรุษกำลังโกรธจัด หากนางเติมเชื้อไฟเข้าไป มีแต่จะได้ผลตรงกันข้าม ไม่ต่างจากคนที่หาเรื่องไร้เหตุผลจนทำให้เขารำคาญ
แต่หากยามนี้นางรู้ความ เขาก็ย่อมรู้สึกผิดขึ้นมาเอง ความรู้สึกผิดเช่นนี้ เขาจะจดจำไปอีกนาน
เวินอวิ๋นเหมียนรู้ว่าหนิงฉือจินมิใช่คนธรรมดา นางจึงยอมเปิดทางให้ฮ่องเต้ลงจากหลังเสือ
……
ภายในเรือนหลังหนึ่ง แสงเทียนสลัวลึก
ขุนนางผู้มีอำนาจในราชสำนักหลายคนมาพบฉินเจา พวกเขาประสานมือค้อมกายคารวะด้วยความนอบน้อม ไม่กล้าผิดธรรมเนียมแม้แต่น้อย
“สืบได้ความอะไรบ้าง” ฉินเจานั่งอยู่โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้น
ขุนนางกรมพิธีผู้หนึ่งกล่าวว่า “ทูลท่านอ๋อง คราวนี้ขณะที่คณะทูตจากแคว้นเหนือเดินทางเข้าเมืองหลวง กรมพิธีก็ได้รับแจ้งว่าแคว้นต่าง ๆ ตามชายแดนจะส่งคณะทูตมาเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“การจัดงานเลี้ยงในวังทั้งหมดอยู่ในความดูแลของสี่กองหกสำนัก ทว่าขุนนางหลายคนที่เคยดูแลเรื่องนี้กลับถูกเปลี่ยนตัวไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ฉินเจาทอดสายตาเรียวยาวมองแสงเทียน ขนตาหลุบต่ำทิ้งเงาบางไว้ตรงหางตา
เขาเหลือบมองใต้เท้าหลี่อย่างเย็นชา “อย่าบอกเปิ่นหวังนะว่าเจ้ายังสืบภูมิหลังของขุนนางที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่กระจ่าง”
