ยามจวินเฉินอวี้ก้าวเข้ามา อวิ๋นหย่างก็เพิ่งถอยออกไปพอดี
เมื่อเห็นว่าในห้องมีเพียงนางคนเดียวคอยปรนนิบัติ จวินเฉินอวี้ก็ขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงมีเจ้าเพียงคนเดียวคอยปรนนิบัติ? คนอื่นเล่า?”
อวิ๋นหย่างเฉลียวฉลาด ทั้งยังเข้าอกเข้าใจกับนายหญิงน้อยโดยไม่ต้องพูด นางรีบก้มหน้าตอบ “ทูลฮ่องเต้ เป็นเพราะนายหญิงน้อย...”
หัวใจจวินเฉินอวี้พลันบีบรัด “นางเป็นอะไร?”
“หลังจากนายหญิงน้อยกลับจากตำหนักไห่ถัง ก็เอาแต่เศร้าหมอง ร่ำไห้อยู่เพียงลำพัง ทั้งยังให้คนที่คอยปรนนิบัติออกไปหมด หม่อมฉันเป็นห่วงนายหญิงน้อย จึงเฝ้าอยู่ข้างกายนายหญิงน้อยตลอดเพคะ”
ความสงสารที่จวินเฉินอวี้มีต่อนางพลุ่งพล่านดุจสายน้ำหลาก
ที่แท้ตอนเขาสงสัยนาง นางก็แอบร่ำไห้อยู่เงียบ ๆ...
นางคงเสียใจเพราะเขาจนหมดหัวใจแล้ว
“เป็นความผิดของเรา เราจะเข้าไปดูนาง”
ท่านกงกงลู่ที่ตามหลังมา กับอวิ๋นหย่างที่ก้มหน้าทูลรายงาน ต่างพากันตะลึงงัน
แม้อวิ๋นหย่างจงใจทำให้ฮ่องเต้รู้สึกผิดต่อนายหญิงน้อย แต่ก็ไม่กล้าเชื่อว่าคำว่า “เป็นความผิดของเรา” จะออกมาจากปากของผู้เป็นจักรพรรดิได้
ใต้หล้านี้มีผู้ใดกล้ากล่าวว่าฮ่องเต้ทรงผิด?
อย่าว่าแต่เข้าใจผู้ใดผิดเลย ต่อให้สังหารผู้ใดโดยไม่ตั้งใจ ก็ยังถือว่าถูกต้อง ไม่มีคำว่าสังหารผิดคนอยู่แล้ว
แต่บัดนี้...
ท่านกงกงลู่เองก็ตกตะลึงยิ่งนัก เขาปรนนิบัติฮ่องเต้มาหลายปี ตั้งแต่ครั้งยังเป็นองค์รัชทายาทผู้สูงศักดิ์ จนกระทั่งบัดนี้ได้ครองใต้หล้า ฮ่องเต้ทรงเด็ดขาดและไม่ยอมให้ผู้ใดโต้แย้งมาโดยตลอด ทว่าบัดนี้กลับ...
ท่านกงกงลู่ครุ่นคิดอยู่นาน ก่อนสรุปออกมาได้ประโยคหนึ่ง
ฮ่องเต้คงตกหลุมรักเข้าแล้ว
แต่ก่อนฮ่องเต้เคยตรัสมิใช่หรือ ว่าไม่มีเฟยผินคนใดเป็นคนพิเศษ?
