หลังทุกอย่างสิ้นสุดลง จวินเฉินอวี้ก็ใช้เสื้อผ้าห่อตัวเวินอวิ๋นเหมียน แล้วอุ้มนางกลับไปวางบนเตียง
นางนอนเอนกายอย่างเกียจคร้านอยู่ในอ้อมแขนของจวินเฉินอวี้ ร่างกายเต็มไปด้วยร่องรอยที่เขาฝากไว้ “ฝ่าบาทคิดจะกลืนกินหม่อมฉันหรือเพคะ?”
จวินเฉินอวี้ยกคิ้ว ก่อนโน้มเข้ามาใกล้นางอย่างมีเลศนัย “เรากลืนกินเจ้ายังน้อยอีกหรือ? ทั่วทั้งร่างของอ้ายเฟย มีตรงใดที่เราไม่เคยลิ้มลองบ้าง”
แก้มของเวินอวิ๋นเหมียนพลันแดงก่ำ นางรีบยกมือปิดปากจวินเฉินอวี้ ก่อนเอ่ยอย่างกระเง้ากระงอด “ฝ่าบาท...”
จวินเฉินอวี้ยกยิ้ม โอบนางไว้ในอ้อมแขน แล้วเอ่ยเสียงขรึม “จริงสิ พี่ชายของเจ้าไปถึงปาโจวแล้ว แต่สายลับที่เราส่งออกไปกลับมารายงานว่า บิดาของเจ้าอ้างว่าป่วยเป็นเท็จ แท้จริงแล้วแอบออกจากเมืองไป”
หัวใจของเวินอวิ๋นเหมียนสะดุด นางอดด่าทอในใจไม่ได้ คิดไม่ถึงว่าเพียงละสายตาไปชั่วครู่ เวินฟู่อันก็สร้างเรื่องขึ้นมาอีกแล้ว
เขาไม่รู้หรือว่าหูตาของฝ่าบาทแผ่ไปทั่วหล้า?
คนไร้สมองแท้ ๆ ยังกล้าเล่นเล่ห์กับจวินเฉินอวี้อีกหรือ
แม้ในใจจะขุ่นเคือง ทว่าเวินอวิ๋นเหมียนกลับแสร้งลุกขึ้นด้วยท่าทางตื่นตระหนก “ฝ่าบาท เหตุใดท่านพ่อจึงก่อเรื่องผิดพลาดเช่นนี้ หม่อมฉัน...”
“อย่าตื่นตกใจ เราไม่ได้คิดจะลงโทษเจ้า” จวินเฉินอวี้เอ่ยอย่างอ่อนโยน พลางช่วยจัดแต่งเส้นผมให้นาง
“เรารู้ว่าจวนโหวปฏิบัติต่อเจ้าอย่างไร้เมตตา เจ้าตัดขาดกับพวกเขาแล้ว เรื่องที่โหวหย่งอี้ทำย่อมไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า”
เมื่อเห็นว่าจวินเฉินอวี้แยกนางออกจากจวนโหวได้อย่างชัดเจน เวินอวิ๋นเหมียนจึงลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
นางไม่อยากถูกพวกโง่เขลาในจวนโหวลากให้เดือดร้อน มิฉะนั้นสิ่งที่นางอุตส่าห์วางแผนมาทั้งหมดคงสูญเปล่า
เวินอวิ๋นเหมียนเอนกายกลับเข้าไปในอ้อมแขนของจวินเฉินอวี้ แล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “แล้วเหตุใดท่านพ่อจึงหลอกลวงราชสำนักและฝ่าบาทเพคะ?”
