หลังจากฉินปี้เยวี่ยบอกแผนการของตนให้เวินอวิ๋นเหมียนทราบแล้ว ก็ไม่ได้อยู่ต่ออีก “เช่นนั้นหม่อมฉันจะรอฟังข่าวจากเหนียงเหนียง”
ยามนางขอตัวกลับ พลันเห็นดอกแมกโนเลียขาวในลานเรือนเข้าโดยบังเอิญ ในงานเลี้ยงคืนสิ้นปีในวังคราวก่อน นางเคยลอบมองบุรุษผู้นั้นอยู่เงียบ ๆ
เมื่อเห็นเขาสวมชุดขุนนาง รูปร่างสูงโปร่ง เย็นชาและสงบนิ่ง ประหนึ่งต้นสนกับไผ่เขียวริมผาสูงชันบนภูเขาหิมะ ซึ่งยากเกินเอื้อม
นี่เป็นครั้งแรกเช่นกันที่นางเห็นดอกแมกโนเลียขาวอันงดงามบนแขนเสื้อของเขา
นึกไม่ถึงว่าเขาจะชอบดอกแมกโนเลียขาว นางจึงเที่ยวเสาะหาไปทั่วทั้งวัง
เดิมทีตั้งใจจะเด็ดมาสักสองสามกิ่งใส่แจกัน ทว่าน่าเสียดายที่ค้นหาทุกแห่งแล้วก็ยังไม่พบ
ไม่คิดเลยว่าที่ศาลามู่ตานจะมีต้นแมกโนเลียขาวงดงามถึงเพียงนี้
เวินอวิ๋นเหมียนเดินออกมาพอดี ฉินปี้เยวี่ยก้าวไปข้างหน้าอย่างกระอักกระอ่วนสองสามก้าว “เหนียงเหนียง ไม่ทราบว่าหม่อมฉันจะเด็ดดอกแมกโนเลียสักสองสามกิ่งกลับไปได้หรือไม่”
เวินอวิ๋นเหมียนนึกว่านางก็ชอบดอกแมกโนเลีย จึงคลี่ยิ้มอ่อนโยน “ย่อมได้”
บนใบหน้าฉินปี้เยวี่ยปรากฏความเขินอายขึ้นมาอย่างหาได้ยาก “เช่นนั้นหม่อมฉันขอบพระคุณเหนียงเหนียง”
เวินอวิ๋นเหมียนสั่งว่า “เสี่ยวลู่จื่อ มาช่วยนายหญิงฉินเด็ดดอกแมกโนเลียสักสองสามกิ่ง”
“พ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวลู่จื่อรีบเดินเข้ามา ต้นแมกโนเลียสูงนัก เขาออกแรงอยู่พักใหญ่กว่าจะเด็ดลงมาได้สองสามกิ่ง แล้วส่งให้ลั่วเยี่ยน
ฉินปี้เยวี่ยกลับรับมาเอง นิ้วมือไล้กลีบดอกแมกโนเลีย แววตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนไร้สิ้นสุด
ครู่หนึ่งหลังกล่าวขอบคุณ นางก็จากไปด้วยความยินดี “เช่นนั้นหม่อมฉันทูลลา”
เวินอวิ๋นเหมียนนั่งพักอยู่บนระเบียงทางเดินครู่หนึ่ง ก่อนสั่งอวิ๋นหย่าง “ไปจัดการตามแผนที่ตาอิ้งฉินบอกเมื่อครู่”
