“ไปเป็นโสเภณีทหาร...”
เธอตกใจจนพูดจาติดขัด แอบเหลือบมองโหลวฝู่เฉิน พอเห็นความเย็นชาในดวงตาของเขาก็ยิ่งพูดต่อไม่ออก
เธอไม่กล้าเอ่ยคำที่เหลือออกมาจริง ๆ จึงหมอบอยู่บนพื้น ตัวสั่นระริก
โหลวฝู่เฉินเดือดดาล สีหน้าของเขาเขียวคล้ำ มือที่กำพนักโซฟาเส้นเลือดปูดนูน ไออำมหิตแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนชวนหวาดหวั่น
ในกองทัพของเขาไม่มีทางมีโสเภณีทหารอยู่ได้เด็ดขาด กองทัพในอาณาเขตของคนอื่นอาจมี แต่ที่นี่เขาสั่งห้ามไว้อย่างชัดเจน
“ใครเป็นคนพูด?”
น้ำเสียงของเขาเย็นเยียบราวกับชุบด้วยน้ำแข็ง เสี่ยวหงตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ มือสั่นเทาขณะชี้ไปทางระเบียงไกล ๆ อย่างหวาดกลัว ที่นั่นยังพอมองเห็นเงาสตรีแต่งกายหรูหราอยู่หลายคน
“กะ...ก็คุณหนูเจิ้งที่ใส่ชุดกระโปรงตะวันตกสีชมพูค่ะ... แล้วก็คุณนายจางที่ใส่กี่เพ้าสีแดง... ส่วนคนที่ใส่ชุดสีเหลืองอ่อนข้าง ๆ ได้ยินพวกเธอพูดว่าเป็นคุณหนูหลิ่วจากกรมศุลกากรใหญ่ เธอก็...ก็พูดคล้อยตามด้วยค่ะ...”
เธอยังพูดไม่ทันจบก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดต่อไม่ได้
เมื่อเห็นดังนั้น นายทหารคนสนิทก็รีบโบกมือ ส่งสัญญาณให้คนรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ เข้าไปพยุงเสี่ยวหงซึ่งแทบจะทรุดลงกับพื้นออกไป
โหลวฝู่เฉินค่อย ๆ ลุกขึ้น สายตากวาดไปทางฟลอร์เต้นรำคมกริบราวกับใบมีด สตรีเหล่านั้นยังคงพูดคุยหัวเราะอย่างสำราญใจ ราวกับไม่รู้เลยว่าพายุร้ายกำลังตั้งเค้าอยู่ตรงนี้
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง คลื่นอันน่าสะพรึงกลัวพลุ่งพล่านอยู่ในดวงตา ก่อนจะออกคำสั่งเสียงเย็นกับนายทหารคนสนิท “ไปตรวจสอบ”
“สืบให้ชัดว่าพ่อ พี่ชาย และสามีของผู้หญิงพวกนั้นเป็นใครบ้าง ใครก็ตามที่มีตำแหน่งอยู่ในกองทัพ ไม่ว่าจะสูงหรือต่ำ...”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง น้ำเสียงเด็ดขาดไร้ช่องให้ต่อรอง “ปลดออกให้หมด ไล่ออกทุกคน!”
……
หลังจัดการเรื่องนี้เสร็จ โหลวฝู่เฉินก็เห็นชาวตะวันตกสวมสูทผูกเนกไทสี่ห้าคนค่อย ๆ เข้ามารุมล้อมหยุนอี้
