หนึ่งชั่วโมงผ่านไป โหลวฝู่เฉินยังคงไม่รู้จักพอ ปลายนิ้วของเขายังหลงเหลือไออุ่นจากผิวกายของเธอ ทว่าราตรีภายนอกหน้าต่างยิ่งลึกขึ้นเรื่อย ๆ เสียงอึกทึกในหอเต้นรำค่อย ๆ ซาลง วงดนตรีเองก็ใกล้บรรเลงจบแล้ว
เขาคิดว่าอีกเดี๋ยวคงดึกเกินไป ผู้คนในหอเต้นรำทยอยกันกลับจนหมด เรื่องที่เขาตั้งใจจะประกาศคงมีคนได้ยินไม่กี่คน
เดิมทีเขาวางแผนจะซ่อนหยุนอี้ไว้ในที่ลับ ราวกับเก็บรักษากล้วยไม้ล้ำค่าไว้ชื่นชมเพียงผู้เดียว ไม่ให้คนนอกได้ยล ให้เธอหลบอยู่ในเงามืดเพื่อความปลอดภัย
แต่เมื่อคิดดูแล้ว คนที่คิดเล่นงานเขาคงจับตาดูอยู่ก่อนแล้ว ต่อให้ซ่อนหยุนอี้ไว้ลึกแค่ไหน พวกนั้นก็ย่อมสืบพบว่าจุดอ่อนของเขาคือหยุนอี้
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังอีกต่อไป เขาจะทำให้ทุกคนที่นี่รู้ว่าหยุนอี้คือคนสำคัญที่สุดในใจเขา ใครแตะต้องเธอแม้แต่นิดเดียว ก็เท่ากับเอาชีวิตเขา
ต่อจากนี้ เขาจะทำให้เธอเป็นที่เคารพนับถือ ไม่มีใครกล้าใช้คำพูดเหน็บแนมเธอ ไม่กล้าพูดจาลบหลู่ และยิ่งไม่กล้ารังแกเธอ
โหลวฝู่เฉินก้มลงจูบหน้าผากเธอเบา ๆ “ยังยืนไหวไหม?”
หยุนอี้เหลือบตามองเขา แววตาพราวระยับด้วยหยาดน้ำ ทั้งขุ่นเคืองทั้งออดอ้อนอย่างเกียจคร้านอยู่หลายส่วน “คุณคิดว่าไหวไหมล่ะ?”
เสียงของเธอนุ่มนวลปนแหบพร่าหลังผ่านค่ำคืนเร่าร้อน ราวขนนกแผ่วเบาที่ไล้ผ่านกลางใจเขา
โหลวฝู่เฉินหัวเราะเสียงต่ำ ก่อนประคองเธอลุกขึ้นอย่างระมัดระวัง “เดี๋ยวเธอขึ้นไปยืนบนเวทีในหอเต้นรำกับฉันสักครู่นะ”
