เจียงเจินนีตื่นขึ้นมา โจวลี่เซี่ยวก็ออกไปแล้ว ไม่รู้ว่าออกไปตั้งแต่เมื่อไร
ผ้าห่มคลุมอยู่บนตัวเธอทั้งหมด ส่วนตัวเธอก็นอนอยู่ตรงตำแหน่งชิดกำแพงที่เป็นฝั่งของตัวเอง
แต่กลับปวดไปทั้งตัว คอเองก็แข็งและปวด ราวกับนอนตกหมอน
เจียงเจินนียกมือนวดคอที่แข็งเกร็ง รู้สึกว่าหน้าอกก็อึดอัดแปลก ๆ คล้ายถูกใครขยำจนคัดตึง
เธอบ่นโจวลี่เซี่ยวเสียงเบา คงเพราะเขาอยู่ข้าง ๆ เลยทำให้เธอไม่กล้าขยับ ร่างกายถึงได้เกร็งไปหมด
ถึงได้รู้สึกไม่สบายตัวขนาดนี้
พอเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้อง ก็เห็นห้องด้านนอกเละเทะไปหมด เตียงเล็กของโจวลี่เซี่ยวเปื้อนโคลนเต็มไปหมด น้ำยังหยดลงมาจากรูบนหลังคา
เจียงเจินนีเดินเข้าไป มองท้องฟ้าสีครามเหนือช่องโหว่อย่างฉงน
คงต้องมีหินตกลงมาจากฟ้าถึงจะทุบหลังคาเป็นรูใหญ่ขนาดนี้ได้
เจียงเจินนีขมวดคิ้วมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหยิบอ่างน้ำไปล้างหน้าล้างตาที่ลานบ้าน
พอออกไปก็เห็นเสื้อผ้าบนราวตากผ้าในลานยังหยดน้ำอยู่
โดยเฉพาะกางเกงในของโจวลี่เซี่ยวที่แขวนหราอยู่ตรงนั้น โอ้อวดเสียเหลือเกิน
เธอบ่นเสียงเบาว่าไม่รู้จักอาย แล้วเบือนสายตาไปล้างหน้าตรงอ่างน้ำ
เพิ่งล้างหน้าล้างตาเสร็จ โจวลี่เซี่ยวก็ถือปิ่นโตเข้ามาในลานบ้าน โดยหนีบม้วนกระดาษสีแดงไว้ใต้แขนด้วย
โจวลี่เซี่ยวเป็นฝ่ายเอ่ยก่อนอย่างกระตือรือร้น “ตัดอักษรมงคลเป็นไหม?”
เจียงเจินนีส่ายหน้าตามตรง “ไม่เป็นค่ะ”
โจวลี่เซี่ยวเลิกคิ้ว “ได้ งั้นฉันสอนให้”
เจียงเจินนีแปลกใจ “คุณตัดอักษรมงคลเป็นด้วยเหรอ?”
