เจียงเจินนีกำลังจะดิ้นลุกขึ้น ก็ถูกโจวลี่เซี่ยวกดเอวไว้ น้ำเสียงทุ้มต่ำแหบพร่า “อย่าขยับซี้ซั้ว”
เจียงเจินนีพลันไม่กล้าขยับ แม้จะมีเสื้อผ้าคั่นกลาง แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงกล้ามเนื้อแข็งแกร่งของโจวลี่เซี่ยว
ส่วนเธอเพราะนอนคนเดียว จึงสวมเพียงชุดนอนบาง ๆ ข้างในไม่ได้ใส่อะไรเลย
เธอไม่เชื่อว่าโจวลี่เซี่ยวจะไม่รู้สึก
โจวลี่เซี่ยวหลับตาลง เขาขุดหลุมฝังตัวเองแท้ ๆ
เขาพลิกตัวรวบผ้าห่มบนตัวคลุมเจียงเจินนีไว้ “รีบนอน ห้ามขยับอีก”
เจียงเจินนีนอนตัวแข็งทื่อ ไม่กล้าขยับ ดวงตาจ้องเพดานเขม็ง พูดอะไรไม่ออกสักคำ
โจวลี่เซี่ยวนอนหงายกลับไปเงียบ ๆ ค่อย ๆ ปรับลมหายใจ
เขาด่าตัวเองในใจว่าไม่ได้เรื่อง ทั้งที่ยังไม่ทันทำอะไร ก็มีปฏิกิริยารุนแรงขนาดนี้แล้ว
ทั้งคู่นอนเคียงกัน ไม่มีใครพูดอะไร ราวกับไม่ได้ยินแม้แต่เสียงฝนด้านนอก ได้ยินเพียงเสียงหัวใจของตัวเองที่เต้นรัวราวกับเสียงกลอง
เงียบกันอยู่พักใหญ่ โจวลี่เซี่ยวหันไปมองเจียงเจินนีที่ห่อตัวอยู่ในผ้าห่มไม่ไหวติง ก่อนยกยิ้ม “คุณต้องปรับตัวให้ชินนะ อีกสองวันเราก็ต้องนอนเตียงเดียวกันไม่ใช่เหรอ?”
เจียงเจินนีไม่อยากสนใจเขา จึงหลับตาเงียบ
โจวลี่เซี่ยวพลิกตัวหันเข้าหาเจียงเจินนี พอชินกับความมืดแล้วก็เห็นเค้าโครงใบหน้าของเธอได้ชัด เขายิ้มพลางแกล้งหยอก “ถ้ายังไม่พูดอีก ฉันจะดึงผ้าห่มแล้วนะ”
เจียงเจินนีหันขวับ ดวงตาในความมืดสุกสว่างเป็นพิเศษ “คุณนอนเงียบ ๆ ไม่เป็นหรือไง?”
โจวลี่เซี่ยวหัวเราะเบา ๆ “ฉันไม่ใช่นักบุญนะ คุณนอนอยู่ตรงนี้ แล้วจะให้ฉันนอนสงบได้ยังไง?”
