ในโทรศัพท์บอกว่ามีคนเหมารถไฟตู้สีเขียวไปหลายตู้ แล้วลากคนจากต่างถิ่นมาที่เมืองเซินหลายพันคน
น้ำเสียงของไช่จิ้นในโทรศัพท์ฟังดูสงบนิ่งมาก เขารู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร
ปลายสายเปลี่ยนเรื่องไปถามว่า หลิวอี้เชียนเตรียมการไปถึงไหนแล้ว
น้ำเสียงของหลิวอี้เชียนฟังดูขมขื่นไม่น้อย
เห็นได้ชัดว่า ในกระแสการกอบโกยความมั่งคั่งจากใบรับรองสิทธิ์จองซื้อหุ้นที่เมืองเซินคราวนี้ เขาไม่มีทางรุ่งโรจน์เท่าที่จงไห่แน่นอน
นี่คือการแย่งชิงความมั่งคั่งกันทั่วประเทศ อยู่ที่ว่าใครจะมีฝีมือเหนือกว่า
รถแล่นไปบนถนนขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อ
ไช่จิ้นเห็นสวนสาธารณะที่เคยเงียบเหงา บัดนี้มีคนนั่งกันเต็มไปหมด
บนถนนมีผู้คนทั้งชายหญิงสะพายกระเป๋าเดินกันอยู่ทุกหนแห่ง
เมื่อมองเลยไปยังร้านค้าบางแห่งที่อยู่ข้างทาง แม้จะเตี้ย แต่กลับชอบแขวนป้ายว่าเป็นตึกอะไรสักอย่าง อาคารพาณิชย์หลังเล็กพ่นควันออกมาด้านนอก
“ในที่สุดกระแสยุคสมัยก็กำลังจะมา ทุกคนพูดกันว่ายุคสมัยจะสร้างคนขึ้นมาได้ แต่ฉันทะเยอทะยานยิ่งกว่าฟ้า ดันใจกล้าจนเกินตัว คิดจะเป็นคนสร้างยุคสมัยเสียเอง”
หลิวชิ่งเหวินที่นั่งข้าง ๆ ตบพวงมาลัยทีหนึ่ง อารมณ์ดีขึ้นมาเหมือนกัน “เพราะงั้นถึงต้องออกมาข้างนอกไง ถ้าไม่ได้มาถึงเมืองเซิน พวกเราจะรู้ได้ยังไงว่าโลกข้างนอกเป็นยังไง อยู่หมู่บ้านเตาหัวน่ะหรือ”
“จะรู้ได้ยังไงว่าข้างนอกมีโอกาสรวยชั่วข้ามคืนตั้งเยอะแยะ”
ไช่จิ้นยิ้ม “จัดการเรื่องนี้เสร็จ เรายังมีอีกหลายอย่างต้องทำ”
“นายต้องรู้จักพัฒนาตัวเองบ้าง อย่าเอาแต่ไปวิ่งเข้าร้านทำผมอยู่เรื่อย เข้าใจไหม”
