ในบ้านที่ยากจนข้นแค้นเช่นนี้ เงินห้าสิบหยวนก็นับเป็นเงินก้อนโตแล้ว
เขารู้ว่าเงินห้าสิบหยวนของพี่สาว กว่าจะเก็บสะสมได้ก็ใช้เวลาอย่างน้อยสามสี่ปี
เด็กสาวอายุสิบเก้าปี ทุกคืนต้องถือไฟฉายไปจับปลาไหลในนาเหมือนเด็กผู้ชาย
ปกติยังไปเก็บหอยขม ตกกุ้งก้ามกรามไปขายให้พ่อค้าคนกลาง
เก็บทีละไม่กี่เหมา ค่อย ๆ สะสมมาจนถึงตอนนี้
ไช่จิ้นสัมผัสได้ถึงน้ำหนักของธนบัตรย่อยเหล่านี้
เขากำมันไว้ในมือแน่น สีหน้ามุ่งมั่น “วางใจเถอะ บ้านเราจะดีขึ้นเรื่อย ๆ”
จากนั้นก็ปีนขึ้นเตียง ดึงผ้าห่มคลุมน้องสาวที่หลับจนน้ำลายไหล
ไช่ฟางเป่าตะเกียงน้ำมันดับ แล้วขึ้นเตียงไปเงียบ ๆ เช่นกัน
ดึกดื่น ไช่ฟางถอนหายใจขึ้นมากะทันหัน ก่อนถามว่า “น้องชาย บ้านเราจะดีขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ เหรอ”
ไช่จิ้นยังไม่หลับ แต่ไม่ได้ตอบ
เขากำเงินห้าสิบหยวนของพี่สาวไว้ในมือแน่น แล้วสาบานว่าเมื่อได้กลับมาเกิดใหม่ในชาตินี้ เขาจะมั่งคั่งร่ำรวยและมีอำนาจอย่างล้นฟ้า!
จะทำให้ทุกคนในครอบครัวมีชีวิตที่ดี!
จะทำให้คนที่บีบให้ครอบครัวของพวกเขาต้องคุกเข่ามีชีวิตอยู่ ต่างก้มหัวลงต่อหน้าคนทั้งครอบครัว!
…
วันรุ่งขึ้น ยังไม่ถึงตีห้า
ไช่จิ้นก็ลุกจากเตียง ออกจากบ้านไป
เดินครึ่งชั่วโมงไปถึงตัวเมือง แล้วนั่งรถโดยสารประจำทางไปอำเภอ
ที่อำเภอมีรถบัสไปจงไห่ เขาจึงต้องออกแต่เช้า
ตอนที่เขาจากไป ไช่ฟางดูเสียใจมาก
เธอคิดว่าไม่น่าหุนหันพลันแล่นเอาเงินให้น้องชายเลย
เพราะกลัวว่าจะเกิดเรื่องระหว่างทาง
เธอกำชับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าตลอดทาง
ไช่ฟางไปส่งเขาจนถึงปากหมู่บ้าน กระทั่งร่างของไช่จิ้นลับตาไป เธอถึงหันกลับบ้าน
เส้นทางไปจงไห่ก็ขรุขระลำบากมาก
รถบัสวิ่งวกไปวนมาทั้งบนทางด่วน ถนนดิน และเรือข้ามฟาก
การเดินทางสิบเจ็ดสิบแปดชั่วโมงทำให้ไช่จิ้นมึนหัวตาลาย
จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 10 ตุลาคม
เขาสะพายกระเป๋าแล้วกระโดดลงจากรถ
สถานีรถโดยสารวุ่นวายโกลาหล มีคนสารพัดประเภทปะปนกันไป เต็มไปด้วยบรรยากาศเฉพาะตัวของยุคสมัยนี้
ไช่จิ้นไม่มีเวลาสนใจอะไรมากมาย
ตลอดทางเพื่อประหยัดเงิน เขาดื่มแต่น้ำ ไม่ได้กินอะไรเลย
ตอนนี้หิวจนแทบทนไม่ไหว จึงไปซื้อหมั่นโถวสองลูกจากร้านข้างทาง
จากนั้นก็หันไปขึ้นรถเมล์คันหนึ่ง มุ่งตรงไปยังศูนย์ซื้อขายหุ้นจงไห่ในเขตจิ้งอัน เมืองจงไห่
ตอนที่ไปถึงก็เลยแปดโมงมาแล้ว
หน้าประตูมีผู้คนเบียดเสียดกันเต็มไปหมด
ตำนานความร่ำรวยจากหุ้นได้ปลุกเร้าความกระตือรือร้นของชาวจงไห่ทุกคนอย่างมหาศาล
ทฤษฎีที่ว่าขอแค่ซื้อหุ้นก็เท่ากับได้เงิน ฝังแน่นอยู่ในใจของทุกคน
หุ้นแปดตัวเก่าขาดตลาดอย่างหนักแล้ว
ทำให้เกิดสถานการณ์ที่หุ้นขึ้นราคาใหม่ทุกวัน
ไช่จิ้นเข้าใจดีว่า ถ้าเขาถือหุ้นที่มีอยู่ในมือต่อไปอีกสักหน่อย ราคาก็จะพุ่งสูงขึ้นอีก
แต่เขาจำเป็นต้องเปลี่ยนหุ้นเป็นเงิน เพื่อแก้วิกฤตหนี้สินของครอบครัว
อากาศเดือนตุลาคมไม่ร้อน แต่การที่คนหลายร้อยหลายพันคนเบียดเสียดกันอยู่ทำให้รู้สึกอึดอัดแทบหายใจไม่ออก
เสียงอึกทึกวุ่นวายรอบตัวก็ยิ่งทำให้รู้สึกทรมาน
ไช่จิ้นต่อแถวหน้าประตูอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วโมงเต็ม
ในที่สุดก็ถึงหน้าเคาน์เตอร์
เมื่อเขาหยิบใบหุ้น 135 ใบออกจากกล่องเหล็ก แล้วแจ้งว่าต้องการประกาศขาย
พนักงานสาวหน้าเคาน์เตอร์ชะงักไปครู่หนึ่ง “หุ้นเฟยเยว่อุปกรณ์เสียงขึ้นราคาทุกวัน คุณจะขายทั้งหมดเลยเหรอ”
ไช่จิ้นเช็ดเหงื่อ “ใช่ ประกาศขายทั้งหมด”
“คุณนี่แปลกจริง ๆ” พนักงานสาวพึมพำ
เพราะในตลาดกระทิงแบบนี้ คนที่หวงหุ้นไม่ยอมขายมีมากขึ้นเรื่อย ๆ คนที่ขายออกทีเดียวจำนวนมากแบบนี้พบได้ไม่บ่อยจริง ๆ
พนักงานสาวให้บริการอย่างกระตือรือร้น ขอให้เขาแสดงบัตรประชาชน เปิดบัญชี แล้วจัดการเรื่องต่าง ๆ กว่าจะเสร็จก็ผ่านไปอีกกว่าหนึ่งชั่วโมง
ตอนออกมา ไช่จิ้นคลำกระเป๋าดู
เงินที่เหลือพอแค่ซื้ออาหารกลางวันหนึ่งมื้อ
เขากัดฟัน อดทนไม่กิน
แล้วนั่งยอง ๆ อยู่หน้าศูนย์ซื้อขาย มองดูผู้คนเดินเข้าเดินออก
คนที่ซื้อได้ต่างดีใจสุดขีด
ส่วนคนที่ซื้อไม่ได้ก็เศร้าหมอง
ความมุ่งมั่นที่จะร่ำรวยและมีอำนาจในใจของเขายิ่งแน่วแน่ขึ้น
การได้กลับมาเกิดใหม่ในยุคที่ใคร ๆ ก็หาเงินได้ง่าย ๆ คือความเมตตาจากสวรรค์
ช่วงบ่าย ศูนย์ซื้อขายปิดทำการแล้ว ข้างนอกมีฝนตกปรอย ๆ
คนในศูนย์ซื้อขายก็น้อยลง
ไช่จิ้นสูดหายใจลึก ๆ แล้วเดินเข้าไป
เขาถามพนักงานด้านหน้า ได้ความว่าราคาเฉลี่ยที่ซื้อขายหุ้นเฟยเยว่อุปกรณ์เสียงในวันนี้อยู่ที่หุ้นละ 320 หยวน!
ในที่สุด ไช่จิ้นก็คลายหัวคิ้วที่ขมวดอยู่
ตามกฎแล้ว ต้องรอถึงวันรุ่งขึ้นจึงจะถอนเงินออกมาได้
นั่นหมายความว่าไช่จิ้นต้องพักค้างคืนในจงไห่
ไม่มีทางเลือก
เขาทำได้แค่รอ
เขาไปซื้อหมั่นโถวลูกหนึ่ง แล้วหาที่นั่งบนสะพานลอยเหมือนขอทาน พลางกินหมั่นโถวไปด้วย
ฝนข้างนอกตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ
หลายคนที่เดินผ่านมามองเขาด้วยสายตาดูแคลน บางคนถึงกับยกมือปิดจมูกแล้วรีบเดินหนี
เห็นได้ชัดว่าพวกเขาคิดว่าเขาเป็นขอทานใต้สะพานลอย
ไช่จิ้นกำลังครุ่นคิดถึงอนาคต ไม่ได้ใส่ใจสายตาของคนอื่นเลยแม้แต่น้อย
จังหวะนั้นเอง รถเบนซ์คันใหญ่ติดป้ายทะเบียนมณฑลกว่างก็แล่นฉิวผ่านหน้าเขาไป
ล้อรถบดผ่านแอ่งน้ำโคลน สาดใส่เขาเปียกไปทั้งตัว
หมั่นโถวที่กินไปได้ครึ่งลูกก็เปื้อนน้ำโคลน ไช่จิ้นเริ่มโมโหและลุกพรวดขึ้นมา
เขากำลังจะด่าสักสองสามคำ แต่รถกลับหยุดลง
ไม่นานนัก หญิงสาวหน้าตาสวยสะดุดตาคนหนึ่งก็เดินลงมาจากรถ
เธอสวมหมวกปีก ส่วนเบาะข้างคนขับมีชายท่าทางเหมือนบอดี้การ์ดลงมาช่วยกางร่มให้
เธอสวมเสื้อผ้าหรูหรา ผมหยักศกเล็กน้อย ดวงตากลมโต รูปร่างสูงราวหนึ่งร้อยหกสิบแปดเซนติเมตร
ต่อให้ยืนอยู่ท่ามกลางดาราหญิง เธอก็เป็นคนที่โดดเด่นที่สุดอย่างแน่นอน
ชาติที่แล้วไช่จิ้นใช้ชีวิตมาหลายสิบปี ไม่เคยเถียงกับผู้หญิง
เขาจึงอดกลั้นไว้ แล้วนั่งลงต่อ
หญิงสาวเดินเข้ามาหาเขา “ขอโทษนะคะ คนขับรถไม่ทันสังเกตว่าคุณอยู่ข้างทาง”
ไช่จิ้นไม่มองเธอ
หญิงสาวขมวดคิ้วอย่างรู้สึกผิด แล้วส่งสัญญาณให้บอดี้การ์ด
บอดี้การ์ดรีบหยิบธนบัตรสิบหยวนออกมาวางตรงหน้าไช่จิ้น “ขอโทษครับ”
ไช่จิ้นเงยหน้ามองหญิงสาวอย่างสงบนิ่ง “เอาเงินกลับไปเถอะ ผมไม่ใช่ขอทาน”
พูดจบก็ลุกขึ้นเดินจากไป
ดวงตากลมโตของหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังฉายแววสงสัย เธอชะงักไปเล็กน้อย
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งยื่นหน้าออกมาจากรถด้านหลัง “นี๋นี๋ ไปกันได้แล้ว คุณลุงจางรอกินข้าวกับเราอยู่นะ”
“อ้อ ได้ค่ะ” หญิงสาวคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพูดว่า “ฉันชื่อเฉินนี ขอโทษจริง ๆ นะคะ เงินนี่ฉันวางไว้ให้คุณแล้ว ไปหาที่พักสักแห่งเถอะ พยากรณ์อากาศบอกว่าวันนี้อากาศจะเย็นลง”
พูดจบ เธอก็ส่งยิ้มหวานให้ไช่จิ้นก่อนจากไป
หลังขึ้นรถ เขาได้ยินชายวัยกลางคนบ่นว่า “นี๋นี๋ พ่อบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าบอกชื่อให้คนอื่นรู้สุ่มสี่สุ่มห้า ทำไมถึงไม่ฟังนะ อยู่ในประเทศไม่เหมือนอยู่ต่างประเทศ เข้าใจไหม”
“พ่อ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ”
“ลูกนี่จริง ๆ เลย”
รถแล่นจากไปอย่างรวดเร็ว
ไช่จิ้นก้มเก็บธนบัตรสิบหยวนที่พื้น แล้วมองรถที่แล่นห่างออกไป
เขานึกถึงชาวบ้านในหมู่บ้าน ก่อนพึมพำว่า “คนเขาว่าคนจนซื่อ คนรวยเลว”
“แต่ความดีความชั่วจะแบ่งแยกกันด้วยความจนหรือร่ำรวยได้อย่างไร”
“เฉินนี เป็นชื่อที่ไพเราะจริง ๆ”
ตอนนี้เขายังไม่รู้เลยว่า หลังจากลงใต้ไปมณฑลกว่าง หญิงสาวคนนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งอยู่ข้างกายเขา
…
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคืนนั้นผ่านไปได้อย่างไร
อย่างที่เฉินนีบอก คืนนั้นอากาศในจงไห่เย็นลงจริง ๆ จนไช่จิ้นตัวสั่นงันงก
ฟ้าเพิ่งเริ่มสาง เขาก็ไปธนาคารแล้ว
สิบโมงเช้า ตอนที่เดินออกจากธนาคาร ในกระเป๋าของเขามีเงินสดหนึ่งหมื่นหยวน
ส่วนในสมุดบัญชีธนาคารยังมีเงินฝากอีกสี่หมื่นกว่าหยวน
เขาเดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่งแถวศูนย์ซื้อขาย
หิวจนแทบหมดแรง เขาจึงกินมื้อใหญ่รวดเดียวเกลี้ยง
เตรียมจ่ายเงินแล้วไปซื้อตั๋วกลับบ้าน
ชายวัยกลางคนฟันทองคนหนึ่งเดินเข้ามาหา ยิ้มพลางพูดว่า “น้องชาย พอจะคุยกันหน่อยได้ไหม”
