ค่ำคืนนั้นผ่านไปอย่างสงบ
เช้าวันรุ่งขึ้น หลินหย่วนตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการมึนหัวเล็กน้อย
เมื่อวานตอนเย็นเขาคุยกับเติ้งเจียเซี่ยนบนดาดฟ้าเรือนานเกินไป ลมทะเลพัดจนปวดหัว พอลุกขึ้นนั่ง เขาก็นวดขมับอยู่พักใหญ่กว่าจะรู้สึกดีขึ้น
ตอนนี้ท้องฟ้านอกหน้าต่างสว่างกว่าเมื่อวานมาก ทะเลก็ดูสงบลงไม่น้อย
หลินหย่วนล้างหน้าอย่างลวก ๆ สวมเสื้อคลุมแล้วออกจากห้องโดยสาร พอก้าวขึ้นไปบนดาดฟ้า แสงแดดจ้าก็ทำให้เขาหรี่ตา
บนดาดฟ้ามีคนยืนจับกลุ่มประปราย บ้างสวมสูท บ้างสวมเสื้อคอจีนแบบจงซาน ยังมีอีกหลายคนห่มเสื้อบุนวมเก่า ๆ
ดูจากสีผิวและการแต่งกายแล้ว พวกเขาน่าจะเป็นชาวจีนทั้งหมด
บางคนพิงราวเรือทอดสายตามองไกล บางคนจับกลุ่มคุยกันเสียงเบา สีหน้าบอกไม่ถูกว่าตื่นเต้นหรือกังวล
ชายวัยกลางคนสวมแว่นคนหนึ่งกำลังพิงราวเรือมองทะเล ขอบตาแดงเรื่อ ไม่รู้ว่าเพราะคิดถึงบ้านหรือถูกลมทะเลพัดกันแน่
หลินหย่วนหามุมว่างพิงราวเรือนั่งลง แล้วเปิดสมุดบันทึกที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้
หน้าแรกมีข้อความเขียนด้วยปากกาหมึกซึ้งว่า “หลินหย่วน เกิดปีที่ 17 แห่งสาธารณรัฐจีน มีภูมิลำเนาเดิมอยู่ไถซาน มณฑลกวางตุ้ง”
ลายมือเป็นระเบียบงดงาม แวบเดียวก็รู้ว่าเจ้าของผ่านการศึกษามาอย่างดี
เมื่อพลิกหน้าต่อไปก็พบเรื่องราวชีวิตประจำวันเขียนแน่นขนัด เริ่มตั้งแต่ปีที่ 35 แห่งสาธารณรัฐจีน ไปจนถึงวันก่อนขึ้นเรือ
หลินหย่วนกวาดตาอ่านตั้งแต่ต้นจนจบอย่างรวดเร็ว ราวกับดูสารคดีแบบเร่งความเร็ว แล้วค่อย ๆ ปะติดปะต่อครึ่งชีวิตของ “ตัวเอง” คนนี้ได้คร่าว ๆ
พ่อของเจ้าของร่างเดิมชื่อหลินป๋ออิง เป็นคนไถซาน มณฑลกวางตุ้ง สมัยหนุ่มเดินทางไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อหาเลี้ยงชีพ ต่อมาย้ายไปซานฟรานซิสโก ประเทศอเมริกา ทำงานเก็บเงินจนมีทุนจากการเปิดร้านขายของชำ
แม้จะอยู่ต่างแดน แต่ลึก ๆ แล้วเขาเป็นชาวจีนโพ้นทะเลที่รักชาติอย่างแรงกล้า
ช่วงสงครามต่อต้านญี่ปุ่น เขาพยายามหาช่องทางส่งเงินกลับไปช่วยเหลือในประเทศ อีกทั้งยังชักชวนคนบ้านเดียวกันระดมทุนซื้อยาและสิ่งของจำเป็นให้บ้านเกิด
แม่ของเจ้าของร่างเดิมเสียชีวิตตั้งแต่เขายังเล็ก พ่อจึงเลี้ยงดูเขามาตามลำพังและฝากความหวังทั้งหมดไว้กับลูกชาย
เจ้าของร่างเดิมฉลาดมาตั้งแต่เด็ก สอบได้ที่หนึ่งทุกครั้งในโรงเรียนจีนที่ซานฟรานซิสโก เป็นเด็กอัจฉริยะในสายตาครู
ในบันทึกมีเรื่องวัยเด็กของเขาอยู่ไม่น้อย
เขาช่วยพ่อคิดบัญชีในใจได้เร็วกว่าลูกคิดเสียอีก แกะวิทยุออกเป็นครั้งแรกก็ประกอบกลับได้ แถมแบบจำลองเครื่องจักรไอน้ำที่ทำส่งงานนิทรรศการวิทยาศาสตร์ของโรงเรียนยังคว้ารางวัลที่หนึ่งทั้งโรงเรียน...
ต่อมาเขายังได้รับทุนการศึกษาสำหรับชาวจีนโพ้นทะเลด้วย
หลินหย่วนเลิกคิ้วเมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ทุนชาวจีนโพ้นทะเลงั้นเหรอ?
ทุนเรียนต่อนี่มีมูลค่าสูงมาก คนที่ได้ต้องเป็นหัวกะทิในหมู่หัวกะทิ
เจ้าของร่างเดิมใช้ทุนก้อนนี้เข้าเรียนสาขาวิศวกรรมเครื่องกลที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ตั้งใจศึกษาอยู่ 4 ปี
ในบันทึกยังมีรายละเอียดชีวิตของเจ้าของร่างเดิมในอเมริกาอีกมาก
เขาอดหลับอดนอนทำงานวิจัยในห้องทดลอง อ่านตำรากลศาสตร์ในห้องสมุดจนดึกดื่น และเถียงกับเพื่อนร่วมชั้นชาวอเมริกันเรื่องอนาคตอุตสาหกรรมจีนจนหน้าแดง
เพื่อประหยัดเงิน เจ้าของร่างเดิมยังเรียนไปทำงานไป เขาทำงานที่อู่ซ่อมรถใกล้มหาวิทยาลัย คอยซ่อมเครื่องยนต์รถยนต์ให้คนอื่น
ในบันทึกเขียนไว้ว่า “วันนี้ซ่อมรถฟอร์ดวีแปดคันหนึ่ง ก้านลูกสูบที่เชื่อมกับเสื้อสูบเครื่องยนต์หัก สุดท้ายผมก็เชื่อมมันกลับเข้าที่จนได้”
“เฒ่าจอห์นเจ้าของอู่บอกว่าผมเป็นคนจีนที่ดื้อที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ แต่สุดท้ายเขาก็ยังไล่ผมออก เหตุผลคือขายเครื่องยนต์ใหม่สักเครื่องทำกำไรได้มากกว่าซ่อมให้ดีเสียอีก...”
จากถ้อยคำในบันทึกเห็นได้ว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นหนุ่มเลือดร้อนและดื้อรั้นอยู่บ้าง
เขาพูดถึงความคิดถึงบ้านอยู่หลายครั้ง ทั้งคิดถึงโคมไฟถนนเก่าหน้าร้านขายของชำของพ่อ คิดถึงต้นลิ้นจี่ที่บ้านเกิดในไถซาน...
ทุกครั้งที่เขาเขียนคำว่า “จีน” ลายมือก็จะหนักแน่นเป็นพิเศษ ปลายปากกาแทบจะกรีดทะลุกระดาษ
มีบันทึกฉบับหนึ่งที่ทำให้หลินหย่วนประทับใจเป็นพิเศษ
เจ้าของร่างเดิมเขียนว่า “วันนี้อาจารย์พูดถึงสายการผลิตของบริษัทฟอร์ดในชั้นเรียน บอกว่าการผลิตแบบมาตรฐานคือเคล็ดลับที่ทำให้อุตสาหกรรมอเมริกันแข็งแกร่ง”
“ผมกำลังคิดว่าเมื่อไหร่จีนถึงจะมีโรงงานแบบนี้บ้าง? เราก็มีคนฉลาด มีคนขยัน สิ่งที่ขาดมีแค่วิธีการกับโอกาส”
วันที่เขียนท้ายบันทึกคือปี 1948 ตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมเพิ่งอายุ 20 ปี
อ่านถึงตรงนี้ หลินหย่วนก็รู้สึกสะดุดใจขึ้นมา
สิ่งที่เจ้าของร่างเดิมเรียนมาจากสแตนฟอร์ดมีส่วนทับซ้อนกับงานด้านเทคนิคที่เขาเคยทำในบริษัทอุตสาหกรรมการทหารชาติที่แล้วไม่น้อย
เนื้อหาหลักของวิชาเหล่านี้ ไม่ว่าจะในปี 1948 หรือปี 2024 ก็มีกรอบพื้นฐานใกล้เคียงกัน ต่างกันแค่ระดับความก้าวหน้าเท่านั้น
นั่นหมายความว่าเศษเสี้ยวความรู้เลือนรางที่อยู่ในหัวเขายังพอมีประโยชน์อยู่บ้าง
บันทึกฉบับสุดท้ายเขียนขึ้นในวันก่อนขึ้นเรือ วันที่ 15 มิถุนายน ปี 1950 สถานที่คือท่าเรือซานฟรานซิสโก
เจ้าของร่างเดิมเขียนว่า “พรุ่งนี้จะออกเดินทางกลับประเทศ ความรู้ที่ร่ำเรียนมาตลอด 4 ปี ไม่กล้าพูดว่าเชี่ยวชาญ ขอเพียงไม่ทำให้ชีวิตนี้สูญเปล่า บ้านเมืองกำลังรอการฟื้นฟู ต้องการให้คนรุ่นเราออกแรง แม้เส้นทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม ก็ต้องมุ่งหน้าไปอย่างไม่หวั่นไหว”
หลินหย่วนปิดสมุดบันทึก แล้วนิ่งเงียบไปพักใหญ่
คำว่า “ไม่ทำให้ชีวิตนี้สูญเปล่า” ของเจ้าของร่างเดิมช่างหนักอึ้ง
ชาติที่แล้วเขาใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยอยู่ 28 ปี ทำงานก็อู้งาน เลิกงานก็ดูหนัง ไม่เคยคิดถึงคำว่า “ไม่ทำให้ชีวิตนี้สูญเปล่า” เลยสักครั้ง
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เขาข้ามเวลามาปี 1950 แถมยังมีสถานะเป็นบัณฑิตจากสแตนฟอร์ด
อีก 20 วัน สงครามเกาหลีก็จะปะทุขึ้น
ถ้าเขายังใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยต่อไป ไม่ต้องพูดถึงการทำให้ชีวิตนี้มีค่าเลย แค่จะมีชีวิตรอดต่อไปได้หรือเปล่าก็ยังไม่แน่
“เอาเถอะ” หลินหย่วนพึมพำกับตัวเอง พลางเก็บสมุดบันทึกใส่กระเป๋า
“ในเมื่อรับช่วงตัวตนของคุณมาแล้ว ผมก็จะไม่ทำให้คุณเสียชื่อ”
“บัณฑิตวิศวกรรมเครื่องกลจากสแตนฟอร์ด ชาวจีนโพ้นทะเลผู้รักชาติที่กลับมารับใช้บ้านเกิด”
“ชื่อเสียงนี้ ผมจะรักษาไว้ให้เอง”
เขาลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กางเกง กำลังคิดว่าจะไปดูหัวเรืออีกสักหน่อย
“หลินหย่วน” เสียงหนึ่งดังขึ้นจากด้านข้างกะทันหัน
หลินหย่วนหันไปเห็นเติ้งเจียเซี่ยนกำลังเดินมาหา ในมือยังถือวารสารเล่มหนึ่งอยู่ด้วย
“พี่เติ้ง” หลินหย่วนรีบทักทาย
“หลินหย่วน” เติ้งเจียเซี่ยนเงยหน้าขึ้นยิ้ม “ฉันกำลังตามหานายอยู่พอดี”
“ตามหาผมเหรอ?”
“อืม” เติ้งเจียเซี่ยนพยักหน้า
จากนั้นก็ชี้ไปที่ราวเรือด้านข้าง “ไป ๆ ไปนั่งคุยกัน ฉันมีเรื่องอยากคุยกับนายอีกหน่อย”
“เมื่อวานนายบอกว่าเรียนวิศวกรรมเครื่องกล ฉันมีเรื่องอยากถามนายสักหน่อย”
พูดจบเขาก็เปิดวารสารไปหน้าที่ 3 แล้วชี้ไปยังภาพเครื่องจักรกลชิ้นหนึ่ง
“ดูนี่สิ เครื่องกัดควบคุมด้วยระบบตัวเลขรุ่นล่าสุดของอเมริกา ได้ยินว่าสามารถผลิตชิ้นส่วนซับซ้อนโดยอัตโนมัติได้”
“นายคิดว่าเมื่อไหร่จีนของเราถึงจะมีของแบบนี้บ้าง?”
ตอนแรกหลินหย่วนค่อนข้างประหม่า นึกว่าอีกฝ่ายจะถามเรื่องเฉพาะทางอะไร
เขากวาดตามอง นั่นคือเครื่องจักรกลควบคุมด้วยระบบตัวเลขรุ่นแรก ๆ ทั้งใหญ่เทอะทะและเรียบง่าย ถ้าเป็นยุคหลังคงกลายเป็นของโบราณไปแล้ว
แต่ในปี 1950 มันคือเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าที่สุดในโลก
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง
“พี่เติ้ง ต้องมีแน่ครับ”
“แค่...อาจต้องรออีกหลายปี”
เติ้งเจียเซี่ยนยิ้มแล้วปิดวารสาร
“ฉันรู้”
เขาพูดว่า “ค่อย ๆ ทำไปก็ได้”
“อุตสาหกรรมของประเทศไม่ได้สร้างขึ้นได้ในวันสองวัน”
“ต้องอาศัยคนรุ่นหนึ่ง สองรุ่น หรืออาจถึงสามรุ่น กว่าจะสร้างขึ้นมาได้”
เขามองไปยังเส้นขอบฟ้า สีหน้าสงบนิ่ง
“คนรุ่นเราเป็นคนวางรากฐาน”
“วางรากฐานให้มั่นคง คนรุ่นหลังถึงจะสร้างบ้านต่อขึ้นไปได้”
หลินหย่วนมองเขา จู่ ๆ ความรู้สึกแรงกล้าก็เอ่อท้นขึ้นในใจ
วางรากฐานงั้นเหรอ?
ไม่สิ
จะปล่อยให้คนรุ่นนี้ทำได้แค่วางรากฐานไม่ได้
เขามาอยู่ที่นี่แล้ว
เขารู้ทิศทางของประวัติศาสตร์
ในหัวเขามีความรู้จากยุคหลัง
เขาจะทำให้กระบวนการนี้...เร็วขึ้นได้ไหม? เร็วขึ้นอีกหน่อย?
ทหารแนวหน้ายังต้องเอาชีวิตเข้าแลก ส่วนชาวบ้านในประเทศก็ยังอดอยาก
รอไม่ไหวแล้ว จริง ๆ รอไม่ไหวแล้ว
ในตอนนั้นเอง เสียงหึ่งก็ดังขึ้นในหัวของหลินหย่วน
ราวกับมีบางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นมา
【ตรวจพบว่าเจ้าของระบบมีเจตจำนงแรงกล้าที่จะรับใช้ชาติ】
【ระบบหอจดหมายเหตุพิมพ์เขียวเปิดใช้งานแล้ว】
หลินหย่วนชะงักงันไปทันที
ระบบงั้นเหรอ?
มีระบบจริง ๆ ด้วยเหรอ?
เขาข่มความตื่นเต้นในใจไว้ สีหน้าภายนอกยังคงสงบนิ่ง แล้วฟังเติ้งเจียเซี่ยนพูดต่อ
แต่เสียงของระบบในหัวเขายังดังต่อเนื่อง
【กำลังผูกสถานะ: วิศวกรเครื่องกลผู้เดินทางกลับประเทศ】
【ระดับการวิจัย: เอฟ】
【สิทธิ์เข้าถึงหอจดหมายเหตุพิมพ์เขียว: ยังไม่ปลดล็อก】
【คำอธิบายระบบ: หอจดหมายเหตุพิมพ์เขียวจัดเก็บข้อมูลพิมพ์เขียวของเส้นทางการพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมการทหารของมนุษยชาติทั้งหมด】
【เจ้าของระบบต้องทำภารกิจหมุดหมายให้สำเร็จ เพื่อปลดล็อกสิทธิ์เข้าถึงเทคโนโลยีในแต่ละสาขาทีละขั้น】
【ระบบจะสร้างภารกิจโดยอัตโนมัติตามสภาพแวดล้อมที่เจ้าของระบบอยู่】
【โปรดเข้าประจำตำแหน่งงานโดยเร็วที่สุด เมื่อระบบตรวจพบสถานการณ์ภารกิจที่ชัดเจนแล้ว จะมอบหมายภารกิจแรก】
หลังฟังจบ หลินหย่วนก็พอจะเข้าใจแล้ว
จากนั้นเขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกดความตื่นเต้นในใจลง
“หลินหย่วน เป็นอะไรไป?” เติ้งเจียเซี่ยนเห็นเขาเหม่อลอย จึงถามขึ้น
“ไม่มีอะไรครับ” หลินหย่วนได้สติแล้วหัวเราะ “พี่เติ้งพูดถูก ค่อย ๆ ทำไป”
“แต่ผมคิดว่า บางทีเราอาจไม่ต้องช้าขนาดนั้นก็ได้”
เติ้งเจียเซี่ยนชะงักไป ก่อนดวงตาจะเป็นประกาย เขาตบไหล่หลินหย่วนเบา ๆ
“ดี!”
“คนหนุ่มสาวก็ต้องมีไฟแบบนี้!”
“ตอนฉันอยู่ที่อเมริกา ก็เคยเถียงกับเพื่อนร่วมชั้นเหมือนกัน”
“ฉันบอกว่าคนจีนของเราไม่ได้ด้อยกว่าใคร ของที่คนอื่นสร้างขึ้นมาได้ เราก็สร้างได้ แถมยังทำได้เร็วกว่าและดีกว่าด้วย!”
“กลับประเทศไปแล้ว สภาพความเป็นอยู่ต้องลำบากแน่ อุปกรณ์ก็คงล้าหลัง แต่ตราบใดที่มีคนหนุ่มสาวอย่างพวกนายอยู่ ก็ไม่มีอุปสรรคไหนที่ข้ามไปไม่ได้”
เขามองหลินหย่วน น้ำเสียงจริงใจ
“หลินหย่วน นายเรียนวิศวกรรมเครื่องกล แถมจบจากสแตนฟอร์ด กลับไปแล้วมีโอกาสทำอะไรได้อีกมาก”
“พอไปถึงที่หมายแล้วก็ตั้งใจทำงาน มีปัญหาหรือความคิดอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียว กล้าลอง กล้าบุกเบิกเข้าไว้”
“ถ้าเจอปัญหาที่แก้ไม่ตกจริง ๆ ก็ไปหาฉันที่เมืองหลวง เรื่องอื่นฉันไม่กล้ารับปาก แต่ช่วยออกความเห็นหรือช่วยแนะนำคนให้ได้”
หลินหย่วนมองแววตาจริงใจของเขา ใจก็พลอยอบอุ่นขึ้นมา
นี่สินะเติ้งเจียเซี่ยน
ไม่ใช่แค่ชื่อที่พิมพ์อยู่ในตำราเรียนหรืออยู่บนภาพถ่าย แต่เป็นคนจริง ๆ ที่มีเลือดมีเนื้อ เปี่ยมด้วยไฟในใจ และฝากความหวังไว้กับคนหนุ่มสาว
เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น “พี่เติ้ง ผมจำไว้แล้วครับ”
ทั้งสองคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง คุยเรื่องอุตสาหกรรมของอเมริกา ความแตกต่างระหว่างจีนกับอเมริกา และแผนการของแต่ละคน
ยิ่งคุย เติ้งเจียเซี่ยนก็ยิ่งรู้สึกว่าหนุ่มคนนี้ไม่ธรรมดา
แม้อายุยังน้อย แต่กลับมองปัญหาได้ตรงจุด ความคิดหลายอย่างก็แปลกใหม่ แต่ไม่ได้เพ้อฝันจนเกินจริง
ที่จริงถ้าเติ้งผู้เฒ่าถามลึกกว่านี้ หลินหย่วนคงตอบไม่ไหว แต่แค่คุยกันโดยอาศัย “วิสัยทัศน์ที่มองไปข้างหน้า” จากชาติที่แล้วก็เพียงพอแล้ว
“หลินหย่วน ถ้านายไปเมืองหลวงเมื่อไหร่ ต้องมาหาฉันนะ” เติ้งเจียเซี่ยนยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้
“นี่ที่อยู่ของฉันในเมืองหลวง”
หลินหย่วนรับมาแล้วเก็บใส่กระเป๋าอย่างระมัดระวัง ก่อนพยักหน้าอย่างหนักแน่น “แน่นอนครับ”
ขณะที่กำลังคุยกัน จู่ ๆ ก็มีคนตะโกนขึ้นมาจากบนเรือ
“ดูเร็ว! แผ่นดิน!”
หลินหย่วนกับเติ้งเจียเซี่ยนหันไปพร้อมกัน
ไกลออกไปตรงจุดที่ท้องฟ้าบรรจบกับทะเล มีเส้นสีดำราง ๆ ปรากฏขึ้น
แผ่นดินนั่นเอง
ดูท่าเรือเทียนจินคงอยู่ไม่ไกลแล้ว
······
