“ได้แน่นอน”
เซิ่งอวิ๋นเจิงจับหูถ้วยชา สีหน้าสงบนิ่ง “นี่เป็นสิทธิ์ของคุณเหยียนในฐานะผู้เสียหาย”
“......แล้วตระกูลเซิ่งจะขัดขวางหรือเปล่าคะ?”
เซิ่งอวิ๋นเจิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ขัดขวางหมายความว่ายังไง?”
“ก็...แทรกแซงผลตัดสินสุดท้ายของกฎหมายค่ะ”
เหยียนหว่านไม่รู้ว่าตระกูลเซิ่งมีอำนาจมากแค่ไหน แต่แค่ดูจากความวางอำนาจของเซิ่งเย่ และท่าทีที่ผู้บริหารโรงเรียนพากันก้มหัวประจบเขา เธอก็พอจะคาดเดาได้อยู่บ้าง
แต่สิ่งที่เธอไม่รู้ก็คือ สิ่งที่เห็นในตอนนี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น
เซิ่งอวิ๋นเจิงหัวเราะ สายตาที่มองเธอแฝงความหมายลึกซึ้ง
“คุณเหยียนเป็นนักแสดง น่าจะเข้าใจกฎของโลกนี้ดีขึ้น คุณใช้กฎหมายปกป้องสิทธิ์อันชอบธรรมของตัวเองได้ จะจ้างทนายส่งเซิ่งเย่ขึ้นศาลก็ได้ แต่ตระกูลเซิ่งไม่มีทางยืนมองเซิ่งเย่ติดคุกเฉย ๆ ต่างฝ่ายต่างทำตามจุดยืนของตัวเองเท่านั้น แบบนี้ไม่เรียกว่าขัดขวางหรอก”
เขากล่าวต่อ “ถ้าจะขัดขวางกันจริง ๆ คุณคงยื่นเอกสารอะไรไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ถ้อยคำเป็นขั้นเป็นตอนของชายหนุ่มทำให้เหยียนหว่านพูดไม่ออก
ตอนนี้เธอถึงได้รู้ว่า ความอ่อนโยนเป็นเพียงวิธีล่อลวงคนของผู้ชายคนนี้ แค่พูดไม่กี่คำอย่างไม่ใส่ใจ เขาก็ทำให้เธอเข้าใจได้ว่าความพยายามสูญเปล่าคืออะไร
คนจนกับตระกูลมหาเศรษฐีอยู่กันคนละฟากของประตูที่ไม่มีวันพังทลาย
เหยียนหว่านไม่เคยติดต่อกับคนระดับนี้มาก่อน เธอรู้สึกเหมือนเป็นผีเสื้อที่ถูกตรึงปีกไว้ ได้แต่ดิ้นรนอย่างไร้ประโยชน์
เธอคิดคำนวณอยู่ในใจว่าความผิดฐานพยายามข่มขืนจะเป็นอย่างไร แต่ด้วยอำนาจของตระกูลเซิ่ง เกรงว่าแค่กระดิกนิ้ว เซิ่งเย่ก็คงได้ออกมาแล้ว
อีกอย่าง เธอจะเรียกตัวเองว่านักแสดงได้อย่างไร แม้แต่ดาราเกรดสิบแปดก็ยังไม่ถึง
“......ฉันไม่ฟ้องเขาค่ะ” เหยียนหว่านเงียบไปครู่หนึ่ง
เซิ่งอวิ๋นเจิงรอฟังว่าเธอจะพูดอะไรต่อ
“แต่ฉันไม่อยากเห็นเซิ่งเย่อีก”
“ได้ คุณเหยียนอยากได้ค่าชดเชยเท่าไรก็เรียกมาได้เลย”
“ไม่ต้องการค่ะ!”
เซิ่งอวิ๋นเจิงฟังออกว่าในน้ำเสียงนั้นมีอารมณ์เจืออยู่ คิ้วของเขาขยับเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมามองเธออย่างจริงจัง
เส้นผมยาวบดบังใบหน้าที่นิ่งงันราวกับเครื่องกระเบื้อง เดิมทีหน้าตานุ่มนวลน่าเอ็นดูเหมือนลูกแกะตัวน้อยที่ใครก็รังแกได้ แต่เพราะกรามที่ขบแน่นขึ้นเล็กน้อย จู่ ๆ เธอก็ดูเหมือนเม่นขึ้นมา
แววตาของชายหนุ่มสงบนิ่งลึกล้ำดุจหมึก ยามมองเธอด้วยสายตาที่อ่านไม่ออกเช่นนี้ ความโกรธของเหยียนหว่านก็พลันถูกกดกลับลงไป
เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไร้ประโยชน์ แม้แต่ระบายความอัดอั้นก็ยังไม่กล้า
“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ฉันขอตัวก่อนนะคะ”
เหยียนหว่านลุกขึ้นจะไป แต่คำพูดเรียบ ๆ ของชายหนุ่มกลับทำให้เธอชะงัก
เซิ่งอวิ๋นเจิงกล่าวว่า “ในเมื่อเรื่องทางคุณเหยียนจบแล้ว ทางเซิ่งเย่ยังมีเรื่องบางอย่างที่ต้องให้คุณตรวจดู”
เขาเหลือบมองไปทางด้านหลังเล็กน้อย อาหมิงก้าวเข้ามายื่นเอกสารชุดหนึ่งให้เหยียนหว่าน
เหยียนหว่านรับมาเปิดอย่างงุนงง แล้วก็ชะงักไปทันที
ข้างในเป็นหลักฐานการชำระเงินหลายใบ
ปีที่แล้วพ่อของเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนต้องเข้าโรงพยาบาล ค่าผ่าตัดรวมกับเงินชดเชยที่ถูกซัพพลายเออร์หลอกไปก่อนหน้านั้น ทั้งหมดเป็นเงิน 800,000 หยวน
เซิ่งเย่เป็นคนออกเงินแทนเธอ
หลังจากนั้นเหยียนหว่านขายบ้าน ถึงรวบรวมเงินมาคืนเซิ่งเย่ได้
แต่ในเอกสารกลับระบุว่าเป็นเงิน 4,800,000 หยวน
“ทำไมถึงเป็น 4,800,000 หยวนล่ะคะ ใบเสร็จที่โรงพยาบาลให้ฉันระบุชัด ๆ ว่า—”
“800,000 หยวน?”
เซิ่งอวิ๋นเจิงพูดต่ออย่างไม่รีบร้อน “ผมก็สงสัยเหมือนกัน เซิ่งเย่ทำเรื่องดีแท้ ๆ ทำไมถึงต้องปิดบังคุณเหยียนเสียจนเหมือนทำเรื่องไม่ดีอะไรไว้”
ดวงตาของเขาสีอ่อน แต่กลับมีสีเข้มลึก ยามมองใครก็เหมือนอ่านทะลุอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ทิ้งไว้เพียงความเย้ยหยันที่ดูเหนือกว่า
ไม่กี่วินาทีต่อมา เหยียนหว่านก็เข้าใจ ใบหน้าพลันแดงก่ำ—
เขาสงสัยว่าเธอจงใจเกี่ยวเซิ่งเย่ไว้เพื่อหลอกเงิน และเหตุการณ์วันนี้เป็นเพียงผลจากการเล่นจนเลยเถิด
“ไม่ว่าจะติดหนี้เท่าไร ฉันก็จะคืนให้ค่ะ!” เหยียนหว่านกำถุงเอกสารแน่น น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาเป็นวง
ในชั่วขณะนี้ เธอไม่เหลือเหตุผลให้เกลียดเซิ่งเย่แล้ว ตอนที่ครอบครัวของเธอเผชิญความเปลี่ยนแปลงกะทันหัน ญาติพี่น้องต่างพากันหลบหน้า เขากลับยื่นมือเข้าช่วย
เหยียนหว่านรู้มานานแล้วว่าสังคมนี้เย็นชาเพียงใด เซิ่งเย่เป็นคนเดียวที่ยื่นมือช่วยเธอในยามลำบาก
“เงินก้อนนี้ฉันจะคืนให้พวกคุณแน่นอนค่ะ!”
“ไม่ต้อง”
เซิ่งอวิ๋นเจิงเอนกายพิงโซฟา พูดอย่างสบาย ๆ “ในเมื่อเซิ่งเย่ทำเรื่องล่วงเกินคุณ ก็ควรชดเชยให้บ้างเป็นเรื่องสมควร แต่เรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนี้ รบกวนคุณเหยียนเก็บเป็นความลับด้วย”
ที่เขาบอกว่าไม่ใส่ใจนั้นเป็นเรื่องจริง อาหมิงเคาะประตูเข้ามา บอกว่ามีโทรศัพท์จากบ้านเก่าหลายสาย ถามว่าเมื่อไรเขาจะกลับ
เซิ่งอวิ๋นเจิงลุกขึ้นเดินจากไป ท่าทีไม่ใส่ใจเมื่อประกอบกับรัศมีผู้ดีบนตัวเขา ทำให้ดูราวกับว่าเงิน 4,000,000 หยวน 40,000,000 หยวน หรือ 400,000,000 หยวน ล้วนไม่สำคัญสำหรับเขา
แต่สำหรับเหยียนหว่านไม่ใช่
“คุณเซิ่ง”
เซิ่งอวิ๋นเจิงหยุดเดิน หันกลับมามอง แสงไฟไหวระริกทาบลงบนใบหน้าขาวผ่องของหญิงสาว เผยให้เห็นความดื้อรั้นชัดเจน
“รบกวนคุณเซิ่งให้เลขบัญชีธนาคารกับฉันหน่อยนะคะ ฉันจะโอนเงินเข้าไปทุกเดือน จนกว่าจะใช้หนี้หมดค่ะ”
เซิ่งอวิ๋นเจิงมองเธออยู่สองวินาที ไม่มีใครรังเกียจเงินที่ได้มาง่าย ๆ หรอก
เขาเหลือบมองอาหมิงเบา ๆ อีกฝ่ายจึงยื่นนามบัตรให้เหยียนหว่าน
“คุณเหยียน ตอนเก็บเงินได้ครบแล้ว ค่อยโทรหาผมก็ได้”
*
หลังเซิ่งอวิ๋นเจิงขึ้นรถ ไมบัคก็แล่นออกจากเขตวิลล่า บ้านหลังเล็กสไตล์ตะวันตกที่เซิ่งเย่อาศัยอยู่ตั้งอยู่ด้านในสุด ห่างจากประตูใหญ่ไปอีกไกล
อาหมิงมองกระจกมองหลังในรถ
“เมื่อครู่คุณนายสามโทรมาร้องไห้ บอกว่าคุณท่านกำลังลงโทษเซิ่งเย่ตามกฎตระกูล เธอฝากให้คุณรีบกลับไปเดี๋ยวนี้ครับ”
ตระกูลเซิ่งสืบทอดชื่อเสียงมาหลายร้อยปี ไม่เคยทำอะไรผิดพลาด เซิ่งเย่ก่อเรื่องใหญ่ถึงเพียงนี้ ย่อมเดาได้ว่าคุณท่านจะโกรธขนาดไหน
และคนทั้งตระกูลเซิ่งต่างรู้ดีว่าเมื่อคุณท่านโมโห นอกจากเซิ่งอวิ๋นเจิงแล้วก็ไม่มีใครเกลี้ยกล่อมได้
เซิ่งอวิ๋นเจิงไม่พูดอะไร
แสงแดดส่องผ่านกระจกรถ ค่อย ๆ เคลื่อนผ่านสันจมูกโด่งของชายหนุ่มที่นั่งเบาะหลัง ขับเน้นเสี้ยวหน้าที่เงียบขรึมและดูจะหงุดหงิดอยู่เล็กน้อย
เขาหันไปมองนอกหน้าต่าง นัยน์ตาสีน้ำตาลค่อย ๆ จับโฟกัสเมื่อสังเกตเห็นใครบางคน
อาหมิงก็เห็นเช่นกัน จึงกล่าวว่า “เมื่อครู่คุณเหยียนปฏิเสธที่จะให้คนไปส่งครับ”
เซิ่งอวิ๋นเจิงมองเธออย่างเฉยชา ถนนทอดยาวขนานไปกับสนามหญ้าที่เขียวขจีราวกับสันหลังมังกร เธอเดินเอื่อย ๆ เหมือนเต่าตัวหนึ่ง เสื้อคลุมพันตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า มีเพียงใบหน้าด้านข้างที่ถูกเส้นผมยาวบดบังไว้ซึ่งขาวซีดเกินไปเมื่ออยู่ใต้แสงแดด
ไม่รู้ทำไม เขาถึงนึกถึงภาพที่เห็นเมื่อครู่ตอนผลักประตูห้องของเซิ่งเย่เข้าไป—
เธอนอนอยู่บนเตียงสีน้ำเงินเข้ม เรียวขาที่ห้อยอยู่ข้างเอวของเซิ่งเย่สว่างวาบยิ่งกว่าไข่มุก
เซิ่งอวิ๋นเจิงหลุบเปลือกตาลงเล็กน้อย บดบังอารมณ์ทั้งหมดในดวงตาไว้
