“คุณทำแบบนี้ไม่ได้นะ...”
เสียงสะอื้นแผ่วเบาและขัดขืนดังมาจากในห้องนอน ทว่าชั่วพริบตาก็ถูกกลืนหายไปท่ามกลางริมฝีปากและฟัน
ขอบตาเหยียนหว่านเอ่อคลอด้วยหยาดน้ำตา เธอพยายามเบือนหน้าหนีจูบของเขาสุดชีวิต พร้อมทั้งผลักไส
แต่เรี่ยวแรงเพียงน้อยนิดนั้น สำหรับเด็กหนุ่มแล้วไม่ต่างจากการเกาให้คัน
เขากดตรงข้อศอกของเธออย่างไม่รู้ไปโดนจุดไหน พลันเกิดความรู้สึกชาวาบแล่นไปทั่วร่าง เหยียนหว่านหมดเรี่ยวแรงแม้แต่เฮือกสุดท้าย ราวกับปลาในเขียงที่รอถูกเชือด ทำได้เพียงปล่อยให้เขาทำตามใจ
ความหวาดกลัวทำลายความเข้มแข็งจอมปลอมของเหยียนหว่านในพริบตา น้ำตาไหลรินจากหางตาไม่หยุด
“ขอร้อง...ได้โปรด...”
ที่ผ่านมา ต่อให้เธอกลัวเขาแค่ไหน ต่อให้คิดอยากอยู่ให้ห่างจากเขาเพียงใด เธอก็ไม่เคยเอ่ยปากขอร้องเลยสักครั้ง
การเคลื่อนไหวของเด็กหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าขึ้นจากซอกคอของเธอ แล้วมองสบตาเธอ แสงน้ำตาพร่างพราวในดวงตาสีน้ำตาลชา งดงามจนชวนใจสั่น
แววตาของเขาพลันมืดหม่นจนน่ากลัว
“คุณบีบให้ผมต้องทำแบบนี้เอง”
แม้น้ำเสียงจะเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองที่กัดฟันพูด แต่การกระทำของเขากลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“ไม่ต้องกลัวนะ ผมจะพยายามเบามือ”
เหยียนหว่านเบือนหน้าหลบริมฝีปากของเขา ทว่าเขากลับจับหน้าเธอให้หันมา แล้วจูบอย่างหนักหน่วง
.......
ในเวลาเดียวกัน รถมายบัคสีเงินรุ่นฐานล้อยาวคันหนึ่งแล่นผ่านถนนภายในเขตคฤหาสน์ ก่อนจอดลงที่ลานจอดรถกลางแจ้งของบ้านหลังเล็กสไตล์ตะวันตก
คนขับรถควบตำแหน่งพ่อบ้านวัยราวหกสิบปี ก้มตัวเปิดประตูรถด้านหลัง
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถ พลางพับปลายแขนเสื้อเชิ้ตอย่างไม่ใส่ใจ เมื่อได้ยินเสียง คนรับใช้ที่รีบออกมาต้อนรับก็ก้มศีรษะอย่างนอบน้อมแล้วเรียกคุณชายใหญ่
“เซิ่งเย่อยู่ไหน?” เซิ่งอวิ๋นเจิงถามพลางก้าวเดินอย่างสุขุม
คนรับใช้ไม่ตอบ
เซิ่งอวิ๋นเจิงเหลือบมองเธออย่างเฉยชา
ภายใต้แรงกดดันนั้น คนรับใช้หดตัวก่อนเอ่ยเสียงสั่น “อยู่...อยู่ข้างบนค่ะ คุณชายน้อยเขา...เขา...”
เรื่องผิดปกติย่อมมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เซิ่งอวิ๋นเจิงโทรหาเขาแต่ไม่มีคนรับสาย วันนี้ยังเป็นวันเกิดครบรอบ 80 ปีของคุณปู่ แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงา เพราะทนเสียงบ่นของผู้ใหญ่ในบ้านไม่ไหว เซิ่งอวิ๋นเจิงจึงมาดูด้วยตัวเอง
เขาคิดว่าเด็กคนนี้คงกำลังทำเรื่องลับ ๆ ที่ไม่ควรให้ใครรู้ แต่สถานการณ์ตรงหน้าดูจะเกินเลยกว่านั้นมาก
เซิ่งอวิ๋นเจิงเดินขึ้นไปยังชั้นสอง พรมที่ปูอยู่บนทางเดินช่วยกลบเสียงฝีเท้าของเขา
เพิ่งพ้นหัวมุม เสียงสะอื้นแหลมเล็กก็ลอยเข้าหู ปะปนกับเสียงวิงวอนขัดขืน ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งได้ยินเสียงเกลี้ยกล่อมของเซิ่งเย่
“...ผ่อนคลายหน่อย...ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวคนที่เจ็บก็คือคุณเอง...”
“จะแจ้งความเหรอ?...จะให้ผมช่วยยื่นเอกสารให้ไหม...รู้หรือเปล่าว่าต้องไปร้องเรียนที่ไหน...คนในวงการนี้รู้จักผมตั้งเยอะ...ลองดูสิว่าจะมีใครกล้ารับเรื่องคุณ”
อาหมิง พ่อบ้านที่ติดตามเขามา เป็นผู้ใหญ่แล้ว ย่อมรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในห้อง จึงชะงักยืนอยู่กับที่อย่างกระอักกระอ่วน
ภายใต้แสงสลัวบนทางเดิน อาหมิงเงยหน้ามองเซิ่งอวิ๋นเจิงที่อยู่ข้างหน้า ชายผู้ปกติไม่เคยหวั่นไหว บัดนี้ใบหน้ากลับดำทะมึนลงทันที
.........
ภายในห้อง เซิ่งเย่เป็นดั่งกิ่งไม้แห้งกรอบที่บิดงอจนม้วนตัว เมื่อเหงื่อร้อนหยดลงมา เขาก็พลันลุกโชน
เขาจูบเธออย่างไม่รู้เบื่อ ความปรารถนาที่เก็บกดมาหลายปี ในวินาทีที่ใกล้จะได้ครอบครองเธอ ก็หลั่งทะลักราวกับน้ำป่าที่ไหลย้อนเข้าท่วมเขาในชั่วพริบตา
“...ฉันเกลียดคุณ เซิ่งเย่”
ดวงตาของเหยียนหว่านแห้งผากจนไม่มีน้ำตาให้ไหลอีกแล้ว เสียงแตกพร่าที่เปี่ยมด้วยความสิ้นหวังเอ่อล้นออกมาจากลำคอ
เซิ่งเย่เงยหน้ามองเธอ
“เกลียดเถอะ”
ความเกลียดชังเข้มข้นกว่าการถูกเมินเฉยมากนัก เมื่อเทียบกับการเป็นเพียงคนผ่านทางในชีวิตของเธอ เซิ่งเย่ยอมเลือกพันพัวอยู่กับเธอเช่นนี้ไปตลอดชีวิต
เขาทนมองความว่างเปล่าในดวงตาของเธอไม่ไหว ขณะที่กำลังจะฝืนใจทำต่อไปอย่างโหดร้าย
ก่อนที่เฟืองจะขบเข้าล็อกกันสนิท ประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างแรง
เสียงโครมครามดังสะเทือนก้องไปทั่วห้อง
ปฏิกิริยาแรกของเซิ่งเย่คือใช้ร่างกายบังคนในอ้อมแขนไว้แน่นหนา ครั้นหันไปมอง แววตาก็เต็มไปด้วยความดุร้าย
“ใครหน้าไหนอนุญาตให้แก—”
คำพูดที่เหลือติดอยู่ในลำคอ เมื่อเห็นคนที่ยืนอยู่ข้างประตู เขากลับพบว่าเป็นพี่ชายของตัวเอง
“พี่?”
เซิ่งอวิ๋นเจิงเอ่ยเสียงเย็นชา ดวงตาหม่นลึกดุจหมอกหนา
“ออกมา!”
........
ตอนคนรับใช้นำเสื้อผ้ามาให้ ในห้องชั้นบนเหลือเพียงเหยียนหว่านคนเดียว
เมื่อเทียบกับห้องนอนกว้างใหญ่ เธอที่หดตัวอยู่ตรงมุมห้องดูบอบบางยิ่งกว่า ไหล่เล็กผอมบางราวกับผีเสื้อกลางคืนที่เผลอพลัดเข้าไปติดใยแมงมุม
คนรับใช้บอกว่า “คุณหนู ถ้ารู้สึกไม่สบายตรงไหน ข้างล่างมีคุณหมออยู่ค่ะ”
“ขอบคุณค่ะ”
เหยียนหว่านสวมเสื้อผ้าแล้วรูดซิปเสื้อคลุมตัวยาวขึ้นจนสุด ปล่อยผมลงมาปิดร่องรอยทั่วร่างเอาไว้
ใบหน้าของเธอว่างเปล่าราวกับคนใจลอย มีเพียงความคิดเดียวคือรีบออกไปจากที่นี่
ลงมาถึงชั้นล่างแล้วไม่เห็นเซิ่งเย่ก็ดี ไม่อย่างนั้นเธอไม่แน่ใจว่าจะยังทนไหวหรือเปล่า
ยังไม่ทันเดินพ้นโถงใหญ่ เหยียนหว่านก็ถูกชายวัยราวหกสิบปีขวางทางไว้
“คุณหนู”
เหยียนหว่านถอยหลังไปโดยสัญชาตญาณ ก่อนเงยหน้าขึ้น
แม้แต่อาหมิงที่พบเจอผู้คนมานับไม่ถ้วน พอได้เห็นใบหน้าของเธอก็ยังอดรู้สึกทึ่งไม่ได้
เธองดงามราวดอกโบตั๋นที่สะดุดตา ทั้งที่ยังไม่ผลิบานเต็มที่ก็มีความงามสะกดเมืองแล้ว
“มีธุระอะไรหรือคะ?” เสียงของเหยียนหว่านแหบพร่าเล็กน้อย
“คุณชายใหญ่ของเราอยากคุยกับคุณครับ” อาหมิงผายมือไปทางห้องรับรองข้างสวนดอกไม้
เหยียนหว่านไม่ขยับ
“ฉันไม่มีอะไรจะคุยค่ะ”
“เรื่องนี้ยังไงก็ต้องหาทางจัดการให้เรียบร้อยไม่ใช่หรือครับ?”
อาหมิงกล่าว “วางใจได้ครับ คุณชายน้อยถูกจับมัดกลับไปที่บ้านตระกูลเซิ่งแล้ว ช่วงนี้คุณคงยังไม่ต้องเจอเขาอีก”
เหยียนหว่านกำมือแน่น ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินไปทางห้องรับรอง
เมื่อผ่านประตูระเบียงเข้ามา เธอก็เห็นชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟา โดยหันหลังให้เธอ
เขาสวมสูทสีดำเนื้อดี เสื้อเชิ้ตด้านในก็เป็นสีดำเช่นกัน ทว่าเมื่ออยู่ใต้แสงไฟกลับเกิดมิติแตกต่างกัน เนื้อผ้าล้วนประณีตมีราคา
แม้จะนั่งอยู่ก็ยังเห็นได้ชัดว่ารูปร่างของเขาโดดเด่น แผ่นหลังที่พิงพนักเก้าอี้ดูผ่อนคลายแต่ยังคงสง่างาม
เมื่อเดินเข้าไปใกล้ เธอจึงเห็นแนวกรามคมชัด สันจมูกโด่งได้รูป ขณะเขาหมุนถ้วยชาในมืออย่างสบาย ๆ
เขามีความสูงส่งติดตัวมาแต่กำเนิด
เพียงมองแวบเดียว เหยียนหว่านก็เข้าใจว่าตัวเองกับชายคนนี้อยู่กันคนละโลก ห่างชั้นกันราวฟ้ากับเหว
เซิ่งอวิ๋นเจิงเอียงศีรษะเล็กน้อย สายตาเลื่อนมาหยุดอยู่บนใบหน้าของเธออย่างเป็นธรรมชาติ
ภายใต้สายตาคู่นั้น ร่างกายของเหยียนหว่านเกร็งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“นั่งสิ” เซิ่งอวิ๋นเจิงเชิดคางขึ้นเล็กน้อย
เหยียนหว่านถามว่า “มีธุระอะไรหรือคะ?”
“คุณจะยืนคุยแบบนี้เหรอ?”
ทั้งที่เขานั่ง ส่วนเธอยืนอยู่แท้ ๆ แต่กลับมีแรงกดดันบางอย่างแผ่ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ เหยียนหว่านถูกความกดดันนั้นบีบคั้น สุดท้ายจึงนั่งลงบนโซฟาข้าง ๆ หลังตั้งตรงแน่ว
เธอคิดว่าตัวเองซ่อนความหวาดกลัวไว้ได้มิดชิดแล้ว ทว่าอีกฝ่ายกลับมองออกตั้งแต่แวบเดียวว่าเธอกำลังเสแสร้งทำเป็นไม่กลัว
เซิ่งอวิ๋นเจิงพูดตรงเข้าประเด็น “เรื่องที่เซิ่งเย่ล่วงเกินคุณ ในฐานะพี่ชายของเขา ผมอยากถามความเห็นของคุณก่อน”
เหยียนหว่านกำมือแน่น พยายามอย่างหนักเพื่อกลั้นน้ำตาไว้
“ถ้าฉันบอกว่าฉันจะฟ้องเขาล่ะคะ?”
