เซวียถิงตวาดลั่นอย่างเกรี้ยวกราด พลังวิญญาณอันบ้าคลั่งพลุ่งพล่านอยู่ใต้เสื้อคลุมยาวสีม่วงทอง
หากพูดถึงความเข้าใจเกี่ยวกับหอคอยกลับหัว เซวียถิงยังด้อยกว่าผู้เฝ้าหอคอยตรงหน้าซึ่งประจำการมานานกว่าพันปีมาก
ลูกกระเดือกแห้งผากของมู่เหอขยับขึ้นลง เหงื่อเย็นบนหน้าผากไหลไปตามลวดลายอักขระ ก่อนซึมลงไปในปกเสื้อ
ตลอดพันปีที่เฝ้าหอคอยมา เขาไม่เคยพบเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน
“ไม่...ไม่ทราบ...”
เพิ่งเอ่ยออกมาได้เท่านั้น มู่เหอก็เหมือนนึกอะไรขึ้นได้ ร่างทั้งร่างแข็งค้างอยู่กับที่
ภาพเมื่อพันปีก่อนทะลวงม่านฝุ่นแห่งกาลเวลาที่ปกคลุมความทรงจำ แล้วทะลักเข้ามาในห้วงความคิด
ตอนนั้นเขายังเป็นผู้เหนือมนุษย์ลำดับ 4 คอยติดตามออกัส ผู้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งราชันเทพแล้ว บุกตะลุยไปทั่วแดนรกร้าง
ออกัสสั่งให้เขาเฝ้าหอคอยกลับหัว เขาตอบรับโดยไม่ลังเล
แต่ในเวลานั้น เขายังหนุ่มแน่น จึงเอ่ยถามคำถามหนึ่ง
“ต้องเฝ้าถึงเมื่อไร?”
ออกัสยืนอยู่หน้าหอคอย ยกมือชี้ไปยังโซ่สีเขียวคล้ำที่กระทบกันตามแรงลม น้ำเสียงแฝงความเหนื่อยล้าที่ไม่อาจสลัดออกไปได้
“เห็นโซ่พวกนั้นไหม? แต่ละเส้นล่ามวิญญาณปีศาจเอาไว้หนึ่งตน”
“วิญญาณยังอยู่ โซ่ก็ยังอยู่”
“เมื่อปีศาจที่ถูกสะกดไว้ถูกกำจัดจนสิ้นซาก กลายเป็นเถ้าธุลี โซ่ก็จะแตกสลายไปเอง”
“แกก็เฝ้าไปจนถึงวันที่...โซ่ทั้งหมดนี้หายไปก็แล้วกัน”
ความทรงจำพลันขาดห้วง
ดวงตาขุ่นมัวของมู่เหอแทบถลนออกจากเบ้า จ้องเขม็งไปยังส่วนหนึ่งในสามของตัวหอคอยด้านล่างที่โล่งเตียน
