ในที่สุด เช้าวันที่ห้าก็มาถึง......
แสงแดดซีดจางสายหนึ่งส่องลอดเข้ามาในสลัมอย่างหาได้ยาก
หลินไป๋สวมเสื้อโค้ตที่สะอาดไร้ฝุ่น เดินไปตามตรอกอย่างเชื่องช้า
เหล่าผู้ลี้ภัยรอบข้างเริ่มคุ้นชินกับการมีเขาอยู่ที่นี่แล้ว แม้ไม่กล้าเข้าใกล้ แต่ทุกคนก็จะก้มศีรษะคารวะจากระยะห่างออกไปหลายเมตร
หลินไป๋เดินมาถึงทางแยกแห่งหนึ่งแล้วหยุดฝีเท้า
เสียงฝีเท้าเร่งร้อนดังมาจากด้านหลังเยื้องไปทางหนึ่ง
เฉินอวี่วิ่งหอบแฮกมาหยุดตรงหน้าหลินไป๋
เด็กหนุ่มสูดหายใจลึก งอเข่าทั้งสองข้าง ก่อนทิ้งตัวลงคุกเข่ากับพื้นดังตุบ ร่างเหยียดตรงแน่วแน่
ผู้ลี้ภัยสองสามคนที่เดินผ่านไปมาหยุดฝีเท้า มองภาพตรงหน้าด้วยความตกใจ
เฉินอวี่ไม่สนใจคนอื่น ก้มหน้าต่ำ
“ท่าน......”
“ผมรู้ว่ามันเสียมารยาท แต่......”
เขาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงก่ำจ้องสบกับแววตาสงบนิ่งของหลินไป๋
“ขอร้องให้ท่านช่วยดูอาการน้องสาวผมได้ไหมครับ” เสียงของเฉินอวี่สั่นเครือด้วยความวิงวอน
“ช่วยให้เธอกลับมามองเห็นได้ไหมครับ”
พอพูดจบ เฉินอวี่ก็ก้มศีรษะโขกพื้นอย่างแรงครั้งแล้วครั้งเล่า
......
ตอนหลินไป๋ก้าวเข้าไปในห้อง เฉินกั่วกำลังขดตัวอยู่บนเตียงไม้กระดานผุพัง
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า ร่างของเธอก็สะดุ้งเกร็งอย่างเห็นได้ชัด
“เสี่ยวกั่ว ท่านมาแล้ว” น้ำเสียงของเฉินอวี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประหม่า ซึ่งยากจะกดกลั้นไว้
คล้ายเฉินกั่วจะรู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น เธอยกมือทั้งสองขึ้นควานไปในอากาศอย่างไร้จุดหมาย
