ราตรียาวกำลังจะมาเยือน แสงเทียนสว่างไสว ควันธูปไม้จันทน์หอมลอยอ้อยอิ่งเป็นสายหมอกสีขาวบาง คลุ้งอยู่ในม่านราตรีอันยืดยาว
เสิ่นชูหวันคุกเข่าอยู่ข้างเตียง แสงอ่อนบางแต้มประกายให้คิ้วตาอันงดงาม เส้นผมดำขลับลื่นเงาดุจแพรไหมแนบลู่ไปกับเรือนร่างบอบบาง กระโปรงหรูฉวินสีชมพูหม่นเลื่อนหลุดจากบ่าอย่างเงียบงัน เผยผิวขาวนวลที่ยังหลงเหลือรอยแดงจากการถูกเชยชมเมื่อคืนวาน
บุรุษบนเตียงมีแววตาเย็นชาปนหม่นคล้ำอยู่หลายส่วน ปลายนิ้วไล้ผ่านริมฝีปากอิ่มแดงของนาง
“ฟังไม่เข้าใจหรือ?”
เสิ่นชูหวันเม้มปากอย่างน้อยใจ ยื่นปลายลิ้นออกมาอย่างหยั่งเชิง เลียคราบสุราที่ติดอยู่บนปลายนิ้วของเขา
“พี่ชาย ชูหวันรู้ผิดแล้ว...”
หญิงสาวคุกเข่าอยู่ระหว่างขาทั้งสองของเขา เงยใบหน้าน้อยขึ้นอย่างน่าสงสาร ยิ่งดูอ่อนแอจนใคร่รังแก
เยี่ยนเฉิงหลันเชยคางนางขึ้น น้ำเสียงอ่อนโยนเจือความเกียจคร้าน “ผิดตรงไหน?”
เสิ่นชูหวันกะพริบตาปริบ ๆ ครุ่นคิดว่าควรสารภาพออกไปเองก่อนหรือไม่
แต่พอเหลือบเห็นกาเหล้าลายกิ่งบัวพันกิ่งบนโต๊ะ นางก็รู้สึกราวกับถูกถอดเสื้อผ้าจนหมดแล้วโยนมาไว้ตรงหน้าเยี่ยนเฉิงหลัน ไม่มีสิ่งใดปิดบังเขาได้เลย
รู้อยู่แล้วแท้ ๆ ยังจะมาถามนางอีก เสแสร้งชวนให้หมั่นไส้เสียจริง!
“ชูหวันไม่ควรทำเรื่องชั่ว...”
เสิ่นชูหวันพูดอย่างคลุมเครือ แอบชำเลืองมองสีหน้าของฮ่องเต้ พอเห็นว่าเขาก็กำลังมองนางอยู่ จึงรีบหลุบตาลงด้วยความตกใจ
“ไม่ควรติดสินบนคนในวังให้นำยาต้องห้ามเข้าวัง ไม่ควรวางยาใส่พี่สาว ฮือ... ชูหวันรู้ผิดจริง ๆ...”
เสิ่นชูหวันเพิ่งจะนึกได้ หากนางต้องการให้คนชั่วล่วงเกินเสิ่นโยวอี๋ นั่นมิเท่ากับสวมหมวกเขียวให้เยี่ยนเฉิงหลันหรอกหรือ มิน่าเล่าเขาถึงโกรธนัก
นางจึงร้องไห้ราวกับยอมแพ้หมดสิ้น บิดชายเสื้ออย่างกระวนกระวาย เอวบางคอดโค้งเป็นส่วนโค้งเย้ายวน นิ้วมือค่อย ๆ เกี่ยวชายเสื้อของบุรุษไว้
เยี่ยนเฉิงหลันหลุบตาลง ลูบแก้มนางอย่างแผ่วเบา
แต่แล้วเขาก็คว้าข้อมือนางไว้ฉับพลัน โน้มกายกดนางลงบนเตียง เสียงแคว่กดังขึ้น ก่อนกระโปรงหรูฉวินบางราวปีกจักจั่นจะถูกกระชากขาด
เรือนกายร้อนผ่าวของบุรุษทาบลงมา จุมพิตริมฝีปากนางอย่างแรงแทบไม่ต่างจากการกัดขย้ำ
เสิ่นชูหวันเจ็บจนขอบตาแดงก่ำ
“ฝ่าบาท เจ็บ...”
ก่อนเข้าวัง เสิ่นชูหวันเคยคิดว่าฮ่องเต้เป็นดังที่ผู้คนเล่าลือ รูปงามราวเทพเซียน นิสัยใจกว้างและอ่อนโยน จนกระทั่งเข้าไปพัวพันกับเขา นางจึงได้รู้ว่าภายใต้หน้ากากอันอ่อนโยนนั้นซ่อนความโหดเหี้ยมและความยึดติดฝังลึกเอาไว้
ร่างทั้งร่างของนางจมอยู่ท่ามกลางเครื่องนอนนุ่มนิ่ม บุรุษใช้มือข้างหนึ่งรั้งเอวไว้ โอบรัดจนนางแทบหายใจไม่ออก ริมฝีปากถูกครอบครอง ถูกดูดดึงและบดคลึง นางไร้เรี่ยวแรง ได้แต่เกาะไหล่กว้างของเขา น้ำตาที่เกิดจากปฏิกิริยาทางร่างกายไหลออกมาเป็นหยด ๆ
ฤทธิ์ยากำเริบขึ้น เสิ่นชูหวันยิ่งทรมาน จึงอดไม่ได้ที่จะเอนกายแนบชิดเขา
“อื้อ... พี่ชาย... อย่า...”
ร่างนางสั่นสะท้าน เอียงหน้าไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อสูดอากาศบริสุทธิ์
ลูกกระเดือกของเยี่ยนเฉิงหลันขยับขึ้นลง เขาบีบคางนางไว้ “ไม่ต้องการเราอย่างนั้นหรือ? แล้วอยากได้ใคร?”
ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาปัดผ่านใบหน้านาง คิ้วตาที่ปกติเย็นชาไร้อารมณ์ บัดนี้กลับคล้ายมีเปลวไฟลุกอยู่ “คู่หมั้นของเจ้า กู้อะไรนั่นน่ะหรือ? หืม?”
เสิ่นชูหวันสะดุ้ง คิดว่าเขาจำชื่อไม่ได้จริง ๆ จึงเตือนอย่างเอาใจใส่ “กู้ฉางจิ้น”
สีหน้าของเยี่ยนเฉิงหลันยิ่งดูย่ำแย่
แรงบีบคางของเขาพลันเพิ่มขึ้น เขาเลิกคิ้วยิ้ม “ชูชูยังจำได้แม่นยำดีนี่”
นางก็ไม่ใช่คนโง่ จะลืมได้อย่างไร?
เสิ่นชูหวันแอบเบะปาก
“เมื่อครู่ไทเฮาตรัสถึงเรื่องนี้ ในใจชูชูคิดอย่างไร?”
เสิ่นชูหวันจะกล้าบอกได้อย่างไรว่าจู่ ๆ นางก็คิดว่าการออกจากวังไปแต่งงานก็ดีเหมือนกัน จึงได้แต่กะพริบตาอย่างว่าง่าย น้ำเสียงนุ่มหวานราวกับกำลังออดอ้อน “ชูหวันได้รับพระเมตตาจากฝ่าบาทแล้ว ชาตินี้ก็เป็นคนของฝ่าบาท”
สีหน้าของเยี่ยนเฉิงหลันคลายลงเล็กน้อย
เสิ่นชูหวันแนบแก้มกับลำคอของเขา สูดกลิ่นกายเพื่อบรรเทาความทรมาน ฉวยโอกาสหยั่งเชิงว่า “หากฝ่าบาททรงแต่งตั้งชูหวันให้มีฐานะถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ได้อยู่เคียงข้างพระองค์ ไทเฮาก็จะไม่ตรัสถึงการแต่งงานครั้งนั้นอีก...”
หากเยี่ยนเฉิงหลันแต่งตั้งนางได้เร็วกว่านี้ ก็จะพิสูจน์ว่าทุกอย่างในความฝันเปลี่ยนแปลงได้ นางไม่อยากออกจากวังเลยแม้แต่น้อย หากยังไม่ถึงคราวจำเป็น
บิดาของนาง เสิ่นจี้ชาง ถูกส่งไปประจำการที่เจียงโจวเมื่อสิบแปดปีก่อน และได้พบกับมารดาของนาง ทว่าเมื่อเสิ่นจี้ชางย้ายกลับเมืองหลวงแล้ว ก็ไม่เคยกลับไปเจียงโจวอีกเลย มารดาจึงให้กำเนิดนางเพียงลำพัง ก่อนจะจากโลกนี้ไป
เสิ่นชูหวันถูกหญิงม่ายผู้หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในชุมชนคนยากจนรับเลี้ยงไว้ จนเมื่อห้าปีก่อน ฮ่องเต้องค์ก่อนเสด็จประพาสแดนใต้ นางกำลังแย่งอาหารกับคนกลุ่มหนึ่งอยู่บนถนน บังเอิญแม่นมข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพบปานประจำตัวบนไหล่ของนาง นางจึงได้กลับคืนสู่ตระกูล
แต่ตอนที่เสิ่นจี้ชางรู้จักกับมารดาของนาง เขาปิดบังเรื่องที่ตนมีภรรยาแล้วไว้ ชุยซู่หวาน มารดาเลี้ยงของนางมีบุตรสาวหนึ่งคนและบุตรชายสองคน นางไม่ได้โกรธแค้นเสิ่นจี้ชาง แต่กลับระบายความโกรธลงกับนาง นอกจากต้องทนถูกผู้คนในบ้านดูแคลนแล้ว ยังต้องแต่งกับบุตรชายของขุนนางขั้นห้า และในภายหน้าก็จะถูกเสิ่นโยวอี๋ข่มอยู่ใต้ฝ่าเท้า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น แววตาของเยี่ยนเฉิงหลันก็วูบไหวด้วยประกายมืดมน
“อยากให้เราแต่งตั้งเจ้ามากนักหรือ?”
เสิ่นชูหวันกัดริมฝีปากอย่างน้อยใจ “ชูหวันเพียงอยากอยู่เคียงข้างฝ่าบาทตลอดไป”
เยี่ยนเฉิงหลันหัวเราะเบา ๆ จุมพิตตรงมุมปากนาง “ตอนนี้เจ้าไม่ได้อยู่เคียงข้างเราแล้วหรือ?”
หากมีฐานะขึ้นมาจริง ๆ ในใจและสายตาของนางคงมีแต่การต่อกรกับเสิ่นโยวอี๋ ยังจะนึกถึงเขาอีกหรือ?
หัวใจของเสิ่นชูหวันเย็นวาบ
เขาไม่คิดจะแต่งตั้งนาง บางทีอาจเพียงอยากมีสัมพันธ์ชั่วคราวกับนาง หากไม่ใช่เพราะในความฝันนางฉลาดพอจะแสร้งว่าตั้งครรภ์ เกรงว่าชาตินี้คงไม่มีวันได้เห็นเดือนเห็นตะวัน
เสิ่นชูหวันแทบระเบิดด้วยความโกรธ
ในเมื่อเขาไม่ต้องการนาง เช่นนั้นนางก็ออกจากวังไปแต่งงานเสียก็แล้วกัน!
เสิ่นชูหวันหันหน้าหนี หมดอารมณ์จะเอาใจเขาแล้ว
เยี่ยนเฉิงหลันสังเกตเห็นว่านางไม่พอใจ กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินคล้ายมีเสียงเคลื่อนไหวจากลานด้านนอกตำหนัก เสิ่นชูหวันสะดุ้ง รีบยกมือทั้งสองข้างดันอกเขาไว้ “เสด็จป้ากลับมาแล้ว”
ตำหนักข้างที่นางพักอยู่ติดกับหอพระ ทุกวันยามพลบค่ำไทเฮาจะเสด็จมาสวดมนต์ไหว้พระ ห่างจากนางเพียงกำแพงเดียว
แต่เยี่ยนเฉิงหลันกลับใช้ฝ่ามือกดท้ายทอยนางไว้ทันที แล้วประทับจูบลงมาอย่างไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ
“ฝ่าบาท... พี่ชาย...”
“ชู่” บุรุษยกนิ้วทำท่าห้ามเสียง อุ้มนางลงจากเตียง ก่อนกดนางแนบกำแพงด้านที่อยู่ใกล้หอพระ “เหตุใดถึงโง่ถึงขั้นดื่มยานั่นเข้าไปเอง?”
ใบหน้าของเสิ่นชูหวันแดงก่ำ เป็นเพราะความอับอายล้วน ๆ
“เราจะช่วยเจ้าเอง”
เดิมทีเสิ่นชูหวันอยากปฏิเสธอย่างเด็ดเดี่ยว แต่พอเขาลูบไล้ขึ้นมา ร่างกายของนางก็เริ่มสั่นขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ ฤทธิ์ยาดันคลื่นอารมณ์ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้ว นางใกล้จะควบคุมตนเองไม่ไหว
น้ำตาเอ่อออกมาเป็นหยด ๆ เกาะพราวบนขนตาเปียกชื้น ลำคอของหญิงสาวมีเสียงสะอื้นแผ่วเบาอัดกลั้นอยู่ ทำให้หัวใจคนฟังสั่นไหว
กระทั่งจันทร์ลอยอยู่กลางนภา เสียงเคลื่อนไหวในตำหนักจึงสงบลง
เสิ่นชูหวันนอนขดตัวเปลือยเปล่าอยู่บนเตียง ผ้าห่มคลุมมาถึงบริเวณอก เรือนร่างอรชรใต้ผ้าห่มมิได้สวมอาภรณ์แม้แต่ชิ้นเดียว ผิวขาวผ่องเต็มไปด้วยรอยประทับกำกวมที่เห็นชัดสะดุดตา
นางหรี่ดวงตาฉ่ำน้ำลงเล็กน้อย มองเยี่ยนเฉิงหลันที่สวมฉลองพระองค์ผ้าแพรลายมังกรชุดใหม่อีกครั้ง กลับคืนเป็นท่าทีเย็นชาและสูงศักดิ์ดังเดิม
บุรุษเหลือบมองกระโปรงหรูฉวินเปียกชื้นบนพื้น มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย “ยังทรมานอยู่หรือไม่?”
เสิ่นชูหวันครางแผ่วเบา เอ่ยตอบไม่ออก
เยี่ยนเฉิงหลันมองนางด้วยแววตาคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “น้องหญิงไม่คิดจะขอบคุณเราหรือ?”
เสิ่นชูหวันกัดฟัน “ขอบคุณพี่ชาย”
บุรุษเดินมาถึงข้างเตียง ปลายนิ้วเช็ดผ่านแก้มนุ่มละมุนของนางอย่างยั่วเย้า “น้องหญิงเกรงใจไปแล้ว”
