ก่อนหน้านี้ผู้ดูแลเสินได้ฟังคำของหลินเหมียนแล้วก็ค่อย ๆ เดินเตร่กลับไป
นี่เห็นชัดว่าเป็นการค้าที่มั่นคงไม่ขาดทุน แต่กลับทำไม่ได้เสียแล้ว?
เมื่อเดินมาถึงร้านบะหมี่ของหลิวต้าอีกครั้ง มองดูร้านบะหมี่สองห้อง พลันเกิดความคิดขึ้นมา
หลิวต้ากับเปลี่ยนร้านบะหมี่หนึ่งห้องเดิมให้กลายเป็นสองห้อง ไฉนเขาจะไปเปิดอีกร้านที่เมืองอื่นหรืออำเภออื่นไม่ได้เล่า
หลินเหมียนฟังความคิดของผู้ดูแลเสินแล้ว พยักหน้าเล็กน้อย
“ได้ ตราบใดที่ไม่เปิดในเมืองชิงหย่วนของพวกเราก็พอ แต่ข้าต้องบอกไว้ก่อน ไม่ว่าท่านจะเปิดที่เมืองหรืออำเภอใด ข้าก็จะขายให้เพียงร้านเดียวของท่านเช่นกัน แต่เงื่อนไขคือท่านต้องจ่ายเงินตามสมควรด้วย”
ผู้ดูแลเสินเข้าใจความหมายของหลินเหมียน ถามว่าต้องใช้เงินเท่าใด
“อันนี้ต้องดูขนาดร้านค้าประกอบ อย่างร้านบะหมี่ของผู้ดูแลหลิว ข้าเก็บไปยี่สิบตำลึง หากร้านของผู้ดูแลเสินใหญ่เท่าเสินโหลว ก็ต้องเป็นร้อยตำลึง น้ำมันพริกราคาเท่าเดิม หนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะต่อชั่ง”
ผู้ดูแลเสินพอจะกะได้ในใจ บอกว่าสองสามวันนี้จะไปดูที่เมืองหรืออำเภออื่น ขนาดร้านถึงจะกำหนดได้
นัดแนะกันว่าครั้งต่อไปที่มาส่งน้ำมันพริกให้หลิวต้าค่อยหารือกัน หลินจือและหลินเหมียนก็ขึ้นเกวียนเทียมวัวกลับบ้าน
เมื่อกลับมาถึงก็แวะบ้านหลินจงก่อน มีเพียงหวังชื่อกับหลินซวงอยู่บ้าน ที่เมืองมีงานสองสามวันนี้ หลินจงกับลูกชายสองคนล้วนไปทำงานที่เมือง
หลินซวงตั้งแต่เล็กจนโตไม่เคยได้ปิ่นดอกไม้เลย นางรับมาอย่างระมัดระวัง ถือไว้ในมือพลิกดูซ้ายดูขวา
