นับตั้งแต่หลินไป๋จำความได้ ยายผู้เฒ่าหลินก็ไม่เคยสนิทสนมกับพวกพี่น้องเขาเลย ไม่เคยเอ่ยปากเรียกเขยย่าหลานชายหลานสาวสักครั้ง รอยยิ้มที่เคยเห็นก็น้อยครั้งยิ่งนัก
บางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า พ่อของตนเป็นลูกแท้ ๆ ของยายผู้เฒ่าหลินหรือไม่
หลินเหมียนหยิบไข่ขึ้นมาปอกเปลือก วางลงในชามของหลินไป๋ บอกให้เขารีบกิน
หลินซงเห็นพี่รองปอกไข่ เขาก็ลงมือบ้าง ปอกให้หลินถงเสร็จแล้วจึงเริ่มกินของตนเอง
ยายผู้เฒ่าหลินถลึงตาใส่พี่น้องทั้งสี่คน ปวดใจกับไข่พวกนั้น
“เจ้าสำนักใหญ่ กับหลินเหมียนเอ๋ย ชีวิตในบ้านเรานี่ก็ย่ำแย่ลงทุกปี ๆ พวกข้าสองตายายไม่อยากพัวพันเจ้าไปมากกว่านี้ พวกเราก็แบ่งสมบัติแยกบ้านกันเสียเถิด”
เมื่อได้ยินคำว่าแบ่งสมบัติแยกบ้าน หินก้อนหนึ่งในใจหลินไป๋ก็ร่วงลงสู่พื้น ที่แท้ก็ไม่ได้จะขายพี่รองตน
จากนั้นในใจก็พลันปรีดา เมื่อแยกบ้านแล้วก็ไม่ต้องทนเห็นหน้าเจ้าปู่ เจ้ายาย รับฟังคำดุด่าอีกต่อไป
ในใจหลินเหมียนยิ่งรู้สึกโล่งโปร่ง วันที่นางข้ามผ่านร่างนี้มานั่งแต่แรกก็ได้ยินสองตายายแอบพูดว่าจะแยกบ้าน นางอดทนเก็บความรู้สึกมาหลายวัน หากยังไม่แยกบ้านอีก เกรงว่านางคงเก็บกิริยาท่าทีไม่อยู่
หยิกต้นขาตัวเองทีหนึ่งเพื่อกลั้นมุมปากไว้ ในตาก็มีประกายน้ำตาคลอหน่วย
“ท่านยาย พวกเราพี่น้องออกไปแล้วจะมีชีวิตอยู่เช่นไรกัน”
เมื่อพูดจบก็กวาดสายตาผ่านหลินชางโหย่วกับเฉินซื่อ สองสามีภรรยาไร้ความเปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ปกติพวกเขาก็เป็นคนพูดน้อย ยายผู้เฒ่าหลินว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น คาดว่าครั้งนี้คงหารือกันล่วงหน้าแล้ว
ยายผู้เฒ่าหลินเห็นลักษณะปวกเปียกอ่อนแอของหลินเหมียน โทสะก็พุ่งพล่านจนยากจะข่ม
“เก็บท่าทางไม่รู้ค่าอย่างเจ้าเสียที หากให้คนนอกมาเห็นเข้า จะคิดว่าพวกเจ้าถูกกลั่นแกล้งมากมายในบ้านสกุลหลิน”
หลินเหมียนยกมือเชยดน้ำตา แล้วก้มหน้าต่ำสุดที่เคยต่ำได้
ยายผู้เฒ่าหลินมองท่าทางเช่นนั้นก็ยิ่งดูถูก ดุด่าอย่างเดือดดาล
“การแยกบ้านครั้งนี้ ข้ายังจะให้พวกพี่น้องเจ้าขาดตกบกพร่องหรือไร”
กล่าวจบก็สะกิดให้เจ้าพ่อเฒ่าหลินกล่าวบ้าง “ท่านผู้เฒ่า เจ้าพูดมาสิ”
เจ้าพ่อเฒ่าหลินเคาะกำปั่นยาสูบ ขยับแข้งขาเชยชันเข่านั่งหลังตรง
“ที่บ้านมีนากันหมดสิบสองหมู่ ควรให้สองเรือนเรือนละหกหมู่ แต่ไฉเหลียนยังไม่ออกเรือน สุขภาพก็อ่อนแอ ต้องกินยาร่ำไป ข้าจึงนับส่วนนางเข้าไปด้วย พวกเจ้าสองเรือนแบ่งไปเรือนละสี่หมู่ ในภายภาคหน้าเมื่อนางออกเรือน ก็มิอาจนำติดตัวไป หากถึงครานั้นจะคืนให้สองเรือน”
“เด็กหญิงเหมียนเอ๋ย ข้าคิดเผื่อพวกพี่น้องเจ้าเสร็จสรรพแล้ว โดยกฎแล้วหากพวกเจ้าแยกไป ก็ต้องแบ่งเวลาการดูทำงานปีใหม่มาปรนนิบัติข้ากับยายเจ้าด้วย ทว่าข้าคิดว่าพวกเจ้ารับไปน้อยลงสักหนึ่งหมู่ ก็ถือว่าได้เลี้ยงดูปรนนิบัติพวกข้าสองตายายแล้ว จากนี้ไปเพียงแค่โค้งหัวให้ก็พอ”
“พวกข้าสองตายายก็ไถนาไม่ไหวเช่นกัน ชั่วคราวให้เรือนเจ้าสำนักใหญ่เพาะปลูกไปก่อน ข้าวของกินใช้และค่าโอสถของพวกข้ากับไฉเหลียน ล้วนให้เจ้าสำนักใหญ่ออก”
“บ้านเรามีเรือนใหญ่สองหลัง ข้ากับยายเจ้าแล้วก็ไฉเหลียนยังคงอาศัยอยู่อย่างนี้ เรือนสองข้างสองหลัง หลังหนึ่งให้เรือนเจ้าสำนักใหญ่กับหลินเฟิง”
“ส่วนเรือนสองข้างอีกหลังที่พวกพี่น้องเจ้าอาศัย ก็ให้หลินหนานปลายปีแต่งเมีย”
“พวกพี่น้องเจ้าจะย้ายไปยังบ้านของท่านปู่รองตรงท้ายหมู่บ้านก่อน สักประเดี๋ยวให้ท่านอาใหญ่ไปเรียกคนในหมู่บ้านมา ซ่อมแซมหลังคาก็อาศัยได้”
“เสบียงในบ้านเมื่อหักภาษีแล้วก็เหลือไม่มากเช่นกัน สักประเดี๋ยวให้ยายเจ้าแบ่งให้”
หลินเหมียนในใจส่งเสียงคะนึงเย้ยเยาะ ที่แท้ก็ผละแยกครอบครัวเรือนสองของพวกตน
เจ้าพ่อเฒ่าหลินสูดควันยาช้า ๆ แล้วกล่าวขึ้นอีก
“เงินสิบตำลึงที่จวนเจ้าสัวเจ้าเมืองให้มา กับเงินแปดตำลึงที่หลินจือแต่งออกไปนั้น เมื่อหลายปีมานี้ก็ใช้แทบหมดแล้ว คงแบ่งให้พวกเจ้าพี่น้องได้เพียงสิบอีแปะ”
กล่าวจบก็ชำเลืองมองยายผู้เฒ่าหลิน
ยายผู้เฒ่าหลินหยิบสิบอีแปะออกมา วาง “เผียะ” ลงบนโต๊ะ
เงินนั้นหมดแล้วก็จริง ทว่ามิได้ใช้สักอีแปะกับพวกพี่น้องเรือนสอง
หลินเหมียนไม่อยากโต้เถียง ต่อให้โต้แย้งก็คงหาเงินเพิ่มเติมมิได้
ขอเพียงแยกบ้านแล้ว นางก็เชื่อมั่นว่าจะดำเนินชีวิตให้ดีขึ้นได้
มองดูเจ้าปู่และเจ้ายายผู้ให้กำเนิดร่างนี้ แววตาที่รังเกียจพวกพี่น้องก็ไม่ปิดบังเลย เกือบอยากจะไล่พวกพี่น้องออกไปทันที
“ท่านปู่ ท่านยาย เช่นนั้นพวกข้าภายหน้า ยังมาหาได้บ่อยหรือไม่”
คำถามนี้เตือนยายผู้เฒ่าหลินขึ้น
ยายผู้เฒ่าหลินรีบให้หลินเฟิงไปเอาพู่กันกับสมุดข่อยมาเขียนสัญญา เนื้อหาคร่าว ๆ คือต่อไปนี้ต่างคนต่างอยู่ จะยากดีมีจน อดอยากยากแค้น ตายเพราะหิวโหย หรือแต่งงานเลี้ยงฉลองก็ล้วนเป็นกิจธุระของตน ต่างฝ่ายต่างอย่าพัวพันกัน
นี่คือสิ่งที่หลินเหมียนต้องการ—ตัดให้สะอาด
หลินเฟิงกลับเรือนไปเอาหมึกและสมุดข่อย แล้วเขียนสัญญาสองฉบับตามคำยายผู้เฒ่าหลิน
เมื่อเสร็จแล้วเจ้าพ่อเฒ่าหลินก็ประทับลายนิ้วมือ ส่งให้หลินเหมียน หลินเหมียนรับมาพินิจดู
หลินเฟิงเป่าลมทางจมูก “ฮึ” หนึ่งที เปี่ยมไปด้วยความดูแคลน
หลินเหมียนมิได้ใส่ใจ เมื่อดูจบก็ประทับลายนิ้วมือ แล้วเก็บฉบับของตนไว้
ยายผู้เฒ่าหลินให้ตราสารสิทธิ์เรือนอย่างไม่ลังเล แต่เมื่อจะให้ตราสารสิทธิ์ที่ดินก็พึมพำหลายคำ
เพียงเวลามื้อข้าวมื้อเดียว บ้านสกุลหลินก็ได้แยกกันแล้ว
ที่ดินสามหมู่ ข้าวเปลือกหยาบครึ่งกระสอบ แป้งหยาบครึ่งกระสอบ จอบหนึ่งเล่ม พร้อมเครื่องปรุงทั่วไปอีกเล็กน้อย หม้อเก่าหนึ่งใบ มีดเก่าบิ่นหนึ่งเล่ม ขวดกระเบื้องสองสามใบ ถ้วยตะเกียบสองสามชุด
รวมถึงข้าวของในเรือนสองข้างที่พวกพี่น้องอาศัยอยู่ และแม่ไก่อายุมากไร้ไข่สองตัวกับเงินสิบอีแปะ
แยกบ้านแล้วเสร็จ ยายผู้เฒ่าหลินก็เร่งให้หลินชางโหย่วไปตามคนในหมู่บ้านมาช่วย ซ่อมแซมบ้านให้เสร็จโดยเร็ว
เพียงได้เห็นหน้าพวกพี่น้องมาก่อนแวบหนึ่ง นางก็แน่นอกราวจะระเบิด
ระหว่างซ่อมแซมบ้านสองวันนี้ สี่พี่น้องหลินเหมียนยังคงพักอยู่เรือนสองข้าง โรงครัวใช้สลับวาระกับอีกเรือน
หลังแยกบ้าน ฐานะเรือนสองมีเงินสิบอีแปะ
