หลินถงนั่งยอง ๆ อยู่บนพื้น มองแม่ไก่แก่สองตัวที่ถูกครอบไว้ในกรงไม้ไผ่ พลางทำเสียงเลียนแบบไก่ขันเล่น
หลินเหมียนก็กำลังจ้องมองไก่พลางใช้ความคิดอย่างใจลอย หลินซงหน้าบึ้งตึงเดินมานั่งยอง ๆ ข้างกายนาง
“พี่รอง ท่านย่าใจแคบนัก ให้แม่ไก่แก่ที่ไม่ยอมออกไข่มาสองตัว”
ทุกวันเขาและหลินไป๋เป็นคนเก็บกวาดเล้าไก่ เพียงแค่มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นแม่ไก่แก่สองตัวที่ไม่ยอมออกไข่ในเล้า
หลินเหมียนลูบศีรษะหลินซง การได้ไก่มา นับว่าอยู่นอกเหนือความคาดหมายของนางแล้ว ไฉนเลยต้องใส่ใจว่าแม่ไก่จะออกไข่หรือไม่
“ไม่เป็นไร พวกเราทำให้มันกลายเป็นไข่ไก่ก็ได้”
หลินซงตาเป็นประกาย “จริงหรือ?”
“จริงสิ”
เมื่อครู่ที่นางจ้องมองไก่ ก็คือกำลังคิดจะตุ๋นกินสักตัว ให้พี่น้องได้ลิ้มรสอร่อยแก้หิว
แต่เมื่อคิดอีกครั้ง เนื้อไก่ตัวหนึ่งอย่างดีที่สุดก็กินได้แค่สองวัน สู้เอาไปขายแล้วซื้อไข่ไก่มา ให้พวกเขาได้กินกันหลาย ๆ วันจะดีกว่า
“น้องสาม”
หลินเหมียนคิดให้หลินไป๋เอาไก่ไปถามที่บ้านสกุลซุนซึ่งอยู่ข้าง ๆ ดู สะใภ้ในบ้านนั้นเพิ่งคลอดบุตร อาจต้องการแม่ไก่แก่ไปตุ๋นน้ำซุปก็เป็นได้
หันไปมอง กลับพบว่าใบหน้าหลินไป๋เต็มไปด้วยสีหน้ากังวล
หลินไป๋เป็นคนคิดมาก ครุ่นคิดกังวลอยู่เสมอ
เขารู้ว่าเสบียงที่พวกตนแบ่งมาได้นั้นน้อยนิด ไม่เพียงพอจะกินได้อีกนาน
พวกพี่น้องยังไม่มีรายได้ทางใด หากเสบียงหมดลงจะดำรงชีวิตต่อไปอย่างไรได้
สัญญาที่ท่านย่าหลินเขียนขึ้น ก็เพื่อกันมิให้พวกเขามาขอข้าวขอปลากิน เป็นการตัดขาดความสัมพันธ์อย่างสิ้นเชิง
ในฐานะบุตรชายคนโตของครอบครัวรอง เขาจึงตัดสินใจออกไปหางานทำ ถึงแม้จะหาเงินไม่ได้ อย่างน้อยก็ยังช่วยประหยัดเสบียงในบ้านไปได้บ้าง
“พี่รอง ข้าอยากไปหางานทำที่ในเมือง”
จากความทรงจำร่างเดิมและจากการสัมผัสในช่วงไม่กี่วันนี้ หลินเหมียนรู้ดีว่าหลินไป๋เป็นเด็กที่สุขุมและรู้ความ
ปีก่อนเพื่อห้ามไม่ให้หลินจือแต่งงานกับพ่อม่ายเฒ่านั่น เขายังถูกยายผู้เฒ่าหลินตบหน้าอย่างแรงถึงสองฉาด
ผิดกับร่างเดิมที่เป็นคนขลาดเขลา ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปาก ถูกผู้ใดรังแกก็ยอมจำนน
นางรู้ว่าตอนนี้หลินไป๋ต้องกำลังกังวลว่าเมื่อเสบียงหมดแล้วจะอยู่อย่างไรต่อไปเป็นแน่
หลินเหมียนเดินเข้าไป ตบบ่าเล็ก ๆ บอบบางของเขา
“เจ้าจะไปหางานอะไรได้ ก่อนอื่นไม่ต้องพูดถึงว่าเจ้ายังเด็ก แค่ดูรูปร่างของเจ้าเถิด นายผู้ใดจะกล้าใช้เจ้า”
เหล่าพี่น้องตระกูลหลินทำงานมาก กินน้อย ต่างก็ซูบผอมหน้าตาซีดเซียว หลินไป๋อายุสิบสองยังตัวเตี้ยกว่าหลินเฟิงอายุสิบปีเสียอีก
“น้องสามอย่ากังวลไปเลย ขอเพียงพวกเราพี่น้องร่วมใจกัน ไม่ต้องห่วงว่าวันหน้าชีวิตจะไม่ดี”
“ถึงต่อจากนี้จะยังต้องอดมื้อกินมื้อ แต่อย่างน้อยพวกเราก็ไม่ต้องคอยดูสีหน้าผู้อื่น ไม่ต้องหวาดกลัวหวาดผวา ใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบสุขได้”
หลินไป๋ฟังคำของหลินเหมียนแล้ว คิ้วที่ขมวดแน่นก็คลายลงบ้าง เขาเงยหน้ามองหลินเหมียน เหตุใดจึงรู้สึกว่าพี่รองไม่เหมือนเดิม
ไม่เหมือนอย่างไร เขาพูดไม่ออก เพียงแต่ก่อนหน้านี้พี่รองไม่เคยพูดเช่นนี้ได้ แม้แต่เวลาเกิดเรื่องยังต้องถามเขาว่าจะจัดการเช่นไร
“เช่นนั้นรอให้ข้าสูงขึ้นอีกหน่อย แล้วค่อยออกไปทำงาน”
หลินซงฟังพี่รองและพี่สามพูดคุยกันมาตลอด จู่ ๆ ก็กระโดดดีดตัวสูงลิ่ว
“รอให้ข้าสูงขึ้น ข้าจะไปกับพี่สามด้วย”
หลินไป๋และหลินเหมียนต่างถูกเขาทำให้หัวเราะ หลินถงก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย
“น้องสาม เจ้าเอาไก่สองตัวนี้ไปถามน้าซุนที่บ้านข้าง ๆ ดูสิว่าต้องการหรือไม่ หากต้องการก็ขายให้แม่นางไปในราคาห้าสิบอีแปะ”
ปกติแล้วไก่หนึ่งตัว ตัวเล็กสามสิบอีแปะ ตัวใหญ่สามสิบห้าอีแปะ
ไก่ที่พวกเขาแบ่งมาได้สองตัวนี้ แก่ไปหน่อย แต่ขนาดไม่เล็กเลย ห้าสิบอีแปะไม่นับว่าแพง
หลินไป๋และหลินซงฟังแล้ว ต่างคนต่างจับไก่คนละตัวเดินออกไปข้างนอก หลินถงเดินตามไปท้ายแถว
เมื่อถึงประตู หลินซงก็นึกอะไรขึ้นได้บางอย่าง ยิ้มจนปากฉีก แล้วหันกลับมาถามหลินเหมียน
“พี่รอง แยกบ้านแล้วข้ากับพี่สามไม่ต้องไปเก็บกวาดเล้าไก่อีกแล้วใช่ไหม”
หลินเหมียนพยักหน้า
“แยกบ้านกันแล้ว ใครยังจะไปสนมันอีก”
หลินซงหัวเราะหึหึสองทีแล้วเดินออกประตูไป
พี่น้องสามคนเพิ่งเดินพ้นประตู ก็ได้ยินเสียงยายผู้เฒ่าหลินดังขึ้น
“พวกเจ้าจะเอาไก่ไปไหน”
“เฮ้ย หลินไป๋ถามเจ้าอยู่ หลินซง”
พี่น้องสามคนไม่มีใครสนใจนางแม้แต่คนเดียว ยายผู้เฒ่าหลินโกรธจนกระแทกประตูดังปัง หลินเหมียนอยู่ในบ้านเอามือปิดปากขำ
ไม่นานนัก พี่น้องสามคนก็กลับมามือเปล่า แม่นางสกุลซุนได้ยินว่าราคาห้าสิบอีแปะ ไม่ได้ต่อราคาแม้แต่นิดเดียว รับไก่ไว้ในทันที
หลินเหมียนนำเงินยี่สิบอีแปะออกมา ซื้อไข่ไก่ในหมู่บ้านมาได้ยี่สิบฟอง
ตอนกลางวันใช้แป้งหยาบทำซุปแป้งเป็นก้อน ๆ ตอกไข่ไก่ลงไปสี่ฟอง แล้วยังใส่ผักป่าลงไปอีกเล็กน้อย
ทั้งสี่พี่น้องได้กินอิ่มหนำสำราญกันอีกมื้อหนึ่ง หลินถงกินไป เรอออกมาดังเอ่อกพลางเลียชามจนเกลี้ยงเกลา ชวนให้พี่น้องหัวเราะกันยกใหญ่
ยายผู้เฒ่าหลินมองเห็นเปลือกไข่เกลื่อนพื้น ได้ยินเสียงหัวเราะจากเรือนข้าง ๆ ก็โกรธจนกัดฟันกรอด หันกลับไปมองเฉินซื่อที่กำลังล้างชามอยู่ในครัว
“สะใภ้ใหญ่ ตอนกลางวันมื้อที่แล้วเจ้าใส่ข้าวไปกี่ชาม บ้านเราจนจะแย่อยู่แล้ว เจ้าไม่รู้หรือยังไง รังแต่จะผลาญสมบัติ ข้าจะให้สะใภ้ใหญ่เขียนหนังสือหย่าเจ้าเสียเลย”
นางยังเตะเปลือกไข่บนพื้นอีกทีหนึ่ง ก่นด่าไปตลอดทางเดินกลับไปเรือนตะวันออก
กินข้าวเสร็จ หลินเหมียนไปล้างชามในครัว เห็นเฉินซื่อจึงเอ่ยเรียกท่านป้าสะใภ้ เฉินซื่อไม่แม้แต่จะเหลือบตามอง
หลินเหมียนล้างชามเสร็จ ก็เรียกหลินไป๋และพวกให้แบกตะกร้าสะพายหลังตามนางขึ้นเขาไป
ถ้ามีหลินไป๋ช่วย เก็บพริกก็จะยิ่งรวดเร็วขึ้น
หลินไป๋ไม่อยากให้หลินซงกับหลินถงตามไปด้วย บอกว่าบนเขาอันตรายเกินไป
หลินเหมียนบอกพวกเขาอย่ากลัว หากพบกับอันตราย นางมีวิธีรับมือ
หลินไป๋ยังคงกังวลอยู่ในใจอยู่บ้าง แต่พี่รองพูดเช่นนี้เขาก็เชื่อ
เมื่อผ่านไปถึงเรือนเล็กท้ายหมู่บ้านที่พวกเขาแบ่งมาได้จากท่านปู่รอง ก็มีเสียงทุบตีต่อเติมดังออกมาจากข้างใน
สมัยที่หลินชางเหอและภรรยายังมีชีวิตอยู่ พวกเขาเคยพูดถึงท่านปู่รองว่าท่านไม่มีลูกไม่มีหลาน ก่อนสิ้นใจจึงทิ้งเรือนนี้ไว้ให้เจ้าพ่อเฒ่าหลิน
แต่เจ้าพ่อเฒ่าหลินและยายผู้เฒ่าหลินไม่เคยเอ่ยถึงเรือนนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว หากไม่ใช่ตอนแยกบ้านบอกว่าจะยกเรือนนี้ให้พวกเขาพี่น้องกัน เกรงว่าคนบ้านสกุลหลินคงลืมไปแล้วว่ายังมีเรือนหลังนี้อยู่ด้วย
อย่างไรก็ตามหลินเหมียนไม่สนใจมากความ พวกเขาพี่น้องนับว่าถือว่าได้มีบ้านของตนเองแล้ว
เมื่อขึ้นมาถึงบนเขา หลินเหมียนนำพรรคพวกเดินไปยังไร่พริกนั่น
หลินไป๋และหลินซงไม่ต้องให้หลินเหมียนสั่งเสีย พวกเขาเห็นผักป่าอะไรก็จะถอนทิ้งโยนใส่ตะกร้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเดินมาถึงหน้าไร่พริก
“พี่รอง นี่มันอะไรดูดีนักนะ”
หลินซงไม่เคยขึ้นเขา ไม่เคยเห็นพริก มองดูสีแดงระเรื่อดุจเปลวเพลิงผืนนั้นแล้วรู้สึกว่างดงามนัก
“ดูดี”
หลินถงก็พลอยตบมือพูดว่าดูดี
“พวกมันไม่ใช่แค่ดูดีเท่านั้นนะ ยังทำให้เราหาเงิน เฮ้อ... จริงสิ พวกเราไม่ต้องกลัวอดตายอีกแล้ว”
หลินไป๋พอจะเคยเห็นของแดง ๆ พวกนี้อยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยได้ยินว่ามันจะทำเงินได้
“พี่รอง ท่านรู้จักสิ่งนี้หรือ”
หลินเหมียนพยักหน้า
“เมื่อก่อนข้าก็ไม่รู้จัก แต่หลังจากที่ข้าหายป่วยเมื่อไม่กี่วันมานี้ ข้าก็มีความทรงจำเพิ่มขึ้นมา ในความทรงจำนั้นบอกว่าสิ่งนี้เรียกว่าพริก มันมีวิธีทำได้มากมายหลายอย่าง กินก็ได้ หรือใช้ทำเป็นเครื่องปรุงรสก็ได้”
“หลายวันมานี้ที่ข้าขึ้นเขา ก็คือเด็ดพริกพวกนี้ เตรียมจะลองทำดูสักหน่อย”
พูดพลางชี้ไปทางพวงพริกที่ร้อยด้วยเชือกแขวนไว้บนต้นไม้
“นี่คือวิธีหนึ่งในความทรงจำนั้น รอให้พวกเราย้ายบ้านไปแล้ว ข้าค่อยลองทำขึ้นมา”
หลินไป๋กับหลินซงฟังแล้วอึ้งไป ตาโตด้วยความตกตะลึง
พวกเขาไม่กล้าเชื่อว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้จริง ๆ แต่ที่พี่รองของพวกข้าพูดมานั้นต้องเป็นเรื่องจริงแน่
หลินเหมียนหยิบลูกไม้สีแดงออกมาจากแดนมิติอีกครั้ง เช็ดแล้วยื่นให้หลินถงกิน
หลินไป๋กับหลินซงเห็นว่าพี่รองของตนหยิบลูกไม้สีแดงลูกหนึ่งออกมาจากความว่างเปล่า ยิ่งตกใจสะดุ้งตัวจนผงะถอยหลังไปถึงสองก้าว
หลินเหมียนเห็นอาการของสองคนนั้นแล้วอยากหัวเราะ แต่ก็เกรงว่าจะทำให้พวกเขาตกใจ จึงเอ่ยเรื่องแดนมิติให้ฟัง
ข้ออ้างที่ว่าพอนางหายป่วย ก็มีแดนมิติขึ้นมา
เรื่องพริกนี้นางไม่อยากให้ผู้อื่นรู้ ก็ทำได้เพียงเก็บไว้ในแดนมิติ ดังนั้นเรื่องแดนมิติจึงไม่อาจปิดบังหลินไป๋และหลินซงได้
สองพี่น้องตั้งสติอยู่พักใหญ่จึงยอมรับได้ หลินเหมียนกำชับพวกเขาว่าอย่าได้แพร่งพรายออกไปเป็นเด็ดขาด
หลินถงเหมือนจะฟังเข้าใจแล้ว ก็พยักหน้าตามใหญ่เลย
นางยังหยิบลูกไม้สีแดงออกมาอีกสองลูก ให้หลินไป๋กับหลินซง แล้วยังพาพวกเขาไปดูหลุมพรางที่ขุดไว้ อย่าให้พวกเขาเหยียบเข้า
กินผลไม้เสร็จ หลินซงพาหลินถงเก็บฟืนพลางเล่นไปด้วย หลินเหมียนกับหลินไป๋เริ่มเด็ดพริก
หลินเหมียนเดิมทีอยากจะเอาพริกพวกนี้ไปทำซอสพริกขาย แต่ก็กลัวว่าหากมีคนจำได้ เช่นนั้นการค้าซอสพริกจะทำได้อีกไม่นาน
คิดไปคิดมา ก็สู้เอาพริกไปตากแห้ง แล้วเจียวเป็นน้ำมันพริกจะดีกว่า
ถึงแม้น้ำมันพริกก็มีสีแดงเช่นกัน แต่ขายแต่น้ำมัน ไม่ว่าผู้ใดจะคิดอย่างไรก็ไม่มีทางคิดมาถึงสิ่งนี้
