ข้าง ๆ มีเสียงของเด็กผู้ชายหลายคนดังขึ้น น่ารำคาญราวกับแมลงวัน
“คนที่ขึ้นพูดก็เธออีกแล้วเหรอ เห็นหน้าจนคุ้นแล้วเนี่ย”
“เฮ้อ คะแนนก็ทิ้งห่างพวกเราไม่พอ ยังจะได้รางวัลการแข่งขันอะไรนั่นอีก เกี่ยวอะไรกับพวกเราวะ ทำไมต้องให้มานั่งฟังด้วย?”
“นั่นสิ การแข่งขันอะไรนั่นก็ไม่เคยได้ยินชื่อเลย”
“ก็เพราะนายมันห่วยไง คนที่ได้รางวัลการแข่งขันระดับนี้ เกือบทั้งหมดได้สิทธิ์เข้ามหาวิทยาลัยโดยไม่ต้องสอบเลยนะ”
“แล้วไงล่ะ ฉันเรียนไม่เก่งแล้วมันทำไม? ต่อไปฉันก็สืบทอดบริษัทของพ่ออยู่ดี ไม่แน่นะ พอถึงตอนนั้นหัวกะทิอย่างเธออาจต้องมาทำงานรับใช้ฉันก็ได้”
“โครม!”
เก้าอี้ใต้ก้นพลันถูกกระแทกอย่างแรง เด็กหนุ่มคนนั้นไม่ทันตั้งตัว จึงหงายหลังล้มลงกับพื้น เสียงกระแทกดังอึ้ก แค่ฟังก็เดาได้ว่าคงเจ็บไม่น้อย
เขาแยกเขี้ยว มองไปทางต้นเหตุอย่างเกรี้ยวกราด
ต้นเหตุค่อย ๆ ชักเท้ากลับอย่างไม่รีบร้อน “โทษทีนะ เพื่อน ไม่ทันระวัง”
นี่มันเรื่องที่อ้างว่าไม่ทันระวังแล้วจะจบได้หรือไง?
เด็กหนุ่มลูบเอวพลางลุกขึ้น อยากจะระเบิดอารมณ์แต่ก็เกรงอีกฝ่ายอยู่บ้าง “สวี่จี้หราน นายหมายความว่ายังไง?”
“ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละ” สวี่จี้หรานยกมุมปาก มองเขาจากด้านบน “นายบังฉันฟังบรรยายอยู่”
“ใครไปบังนาย?” เด็กหนุ่มงง พวกเขานั่งห่างกันตั้งทางเดินหนึ่งช่องแท้ ๆ
สวี่จี้หรานยกมือชี้ “ปากนายไง เสียงดังเกินไป”
ใบหน้าของเด็กหนุ่มที่ถูกเตะเดี๋ยวแดงเดี๋ยวซีด เขามองใบหน้าไร้อารมณ์ของอีกฝ่าย แล้วสุดท้ายก็ไม่กล้าหาเรื่องต่อ
เพื่อนนักเรียนรอบข้างสังเกตเห็นความเคลื่อนไหวทางนี้กันไม่มากก็น้อย ต่างพากันมองมาด้วยความสงสัย
