จ้าวอู๋จีมองสบตาของหลิ่วอีอี
“คุณหนูหลิ่ว วันนี้ข้าได้ยินที่ท่านกับบิดาสนทนากัน ทำเช่นนี้จะดีรึ”
หลิ่วอีอีเอ่ยเสียงต่ำ “ไม่มีอะไรไม่ดี”
“แต่ว่า...”
“เบาเสียงหน่อยเถิด! เดี๋ยวบิดาและศิษย์พี่ข้าตื่นขึ้นมา ข้าจะลักโอสถได้อย่างไร!”
จ้าวอู๋จีประคองหลิ่วอีอีอยู่ จึงได้ยืนอยู่นอกหน้าต่างของศาลาโอสถชั้นสาม
หลิ่วอีอีกระซิบเร่งเร้า “เร็วเข้า พาข้าเข้าไป!”
จ้าวอู๋จีรู้สึกอึดอัดใจอยู่บ้าง ตัวเขาเป็นถึงรองหัวหน้ากรมคดีฉกรรจ์ผู้ทรงเกียรติ แต่กลับต้องมาเป็นโจรกับเขาทุกเมื่อเชื่อวัน มันจะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร
เขาแงะกลอนหน้าต่างเบาๆ ก็เปิดออก
ผลักหน้าต่าง พลิกกายเพียงครั้งเดียว ก็พาหลิ่วอีอีกระโจนเข้าไป
หลิ่วอีอีเมื่อถึงพื้นก็ล้วงเอาไม้ขีดไฟออกมาจุดตะเกียงน้ำมันเล็กๆ ดวงหนึ่ง
จากนั้นก็ล้วงขวดกระเบื้องเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้อ
พอเปิดจุกขวด ก็เห็นแมลงตัวเล็กบินออกมา
จ้าวอู๋จีสงสัยเล็กน้อย “คุณหนูหลิ่ว ท่านกำลังทำอะไรน่ะ”
หลิ่วอีอีถือตะเกียงน้ำมันเดินตามแมลงตัวน้อยพลางกล่าว “ข้าทากลิ่นหอมพันลี้ไว้บนกล่องโอสถฉวีหลาง แมลงตัวนี้ชอบกินกลิ่นหอมพันลี้เป็นพิเศษ ตราบใดที่โอสถฉวีหลางยังอยู่ในห้องนี้ ข้าตามมันไปก็ต้องเจอ!”
จ้าวอู๋จีกล่าวอย่างประหลาดใจ “ถึงกับมีของเช่นนี้ด้วย! เช่นนั้น ท่านจะลักโอสถหรือ”
หลิ่วอีอีทำเสียงจิ๊จ๊ะ “นี่บ้านข้า ของของข้า ข้าเอามาเถิด จะนับว่าเป็นโจรได้อย่างไร! บิดาข้ามีบุตรสาวเพียงคนเดียว ของของเขาก็คือของของข้า!”
