หลิวอิงเคยได้ยินข่าวลือมากมายเกี่ยวกับท่านองค์หญิงจินจือนับตั้งแต่เข้าวัง
เอาแต่ใจและโอหัง อาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น
จิตใจเหี้ยมโหด ฟุ่มเฟือยไร้ขีดจำกัด
แต่ไม่เคยมีใครบอกนางเลยว่าท่านองค์หญิงผู้นี้ถึงกับมองชีวิตคนเป็นเพียงเศษหญ้า
ท่าทางที่เอ่ยว่าจะโยนนางลงไปให้อ๋าวกินนั้นช่างเบาหวิวราวสายลม
ราวกับชีวิตคนในสายตาของนางไม่ต่างอะไรจากผงธุลี
น้ำเสียงสั่นเทาของหลิวอิงเอ่ยขึ้นว่า "ข้าเป็นนางกำนัลขั้นหนึ่งข้างกายฮองเฮา ท่านกล้าสังหารคนในวังหลวงหรือ!"
ฉินจินจือหัวเราะพรืด “เหตุใดเดี๋ยวนี้ถึงได้แต่ส่งคนโง่เข้ามาน่าเบื่อเสียจริง”
นางมองใบหน้าที่ไร้สีเลือดของหลิวอิงแล้วถามอย่างสนใจ “เจ้าเข้าวังมานานขนาดนี้ ยังไม่รู้เหตุผลที่ข้าถูกส่งไปวัดไป๋เชวี่ยอีกหรือ?”
หลิวอิงฟังแล้วเกือบสิ้นสติล้มลงไป นางลืมไปได้อย่างไรกัน ฉินจินจือผู้นี้คือคนที่เกือบทำให้บุตรีเอกของอัครเสนาบดีชุยจมน้ำตายต่อหน้าองค์จักรพรรดิและขุนนางในพระราชวัง!
บุตรีเอกของอัครเสนาบดีชุยนางยังกล้าฆ่า ไม่ต้องพูดถึงนางกำนัลกระจอกงอกง่อยอย่างนางเลย
“แต่หากเจ้าบอกว่าใครอยู่เบื้องหลังเจ้า ข้าอาจไว้ชีวิตเจ้า อย่างไรเสีย เสด็จย่าก็โปรดปรานเจ้านัก ข้าไม่อยากทำให้นางเสียพระทัย”
ใบหน้าฉินจินจือเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม ทว่าความหนาวเย็นกลับแผ่ซ่านทั่วร่างของหลิวอิงเสียแล้ว
ราวกับว่าใต้รูปโฉมที่งดงามดุจสวรรค์เบื้องหน้าจะมีอสูรร้ายรอทะลวงออกมาได้ทุกเมื่อ
นางกัดริมฝีปากแน่น
ฉินจินจือหัวเราะ “ไม่พูดก็ไม่เป็นไร ข้าว่ามา เจ้าฟัง”
“เฟยเยี่ยนว่าเจ้าเป็นผู้อพยพจากเจียงหนาน ผู้อพยพที่ไม่มีข้าวกินจะมีเงินมาสอนกิริยามารยาทที่งามเช่นนี้แก่เจ้าหรือ”
