ฉินจินจือมองดูองครักษ์ที่คุกเข่าอยู่นอกประตู ชี้ไปยังผู้หนึ่งที่มีท่าทีเคียดแค้นชิงชังที่สุดแล้วกล่าวว่า “เจ้า เข้ามา”
องครักษ์ผู้นั้นกำลังจะลุกขึ้นยืน แต่เมื่อนึกถึงว่าท่านผู้บัญชาการเซวียยังคลานเข่าเข้าไปจึงคุกเข่าคลานเข้าไปด้วย
ฉินจินจือเห็นดังนั้นก็หัวเราะออกมา “ท่านผู้บัญชาการเซวีย คนที่ท่านฝึกมาสมแล้วที่ซื่อสัตย์ภักดี”
นางโยนแส้ไปตรงหน้าองครักษ์ผู้นั้น “ได้ยินคำพูดของท่านผู้บัญชาการเซวียเมื่อครู่หรือไม่”
องครักษ์ผู้นั้นเบิกตากว้าง ท่านองค์หญิงจะให้เขาลงทัณฑ์!
นั่นมันถึงหนึ่งร้อยแส้
องครักษ์ผู้นั้นคุกเข่าโขกศีรษะต่อฉินเยี่ยทันที “อ๋อง! ล้วนเป็นความผิดของพวกกระหม่อมที่ละเลยหน้าที่ ไม่เกี่ยวกับท่านผู้บัญชาการเซวีย ขอทรงงดโทษท่านผู้บัญชาการเซวียด้วย พวกกระหม่อมยินดีรับทัณฑ์แทน”
ฉินเยี่ยสีหน้าไม่เปลี่ยน “นี่คือเรือนขององค์หญิง ทุกอย่างให้องค์หญิงเป็นผู้ตัดสิน”
น่าขันนัก จวนอ๋องเจิ้นเป่ยทั้งจวนล้วนต้องฟังฉินจินจือ แม้แต่เขายังต้องเชื่อฟัง ผู้ใดกล้าเอ่ยวาจา
“อ๋อง!”
“หยุดปาก! ไม่ได้ยินคำองค์หญิงหรือ? ลงทัณฑ์!”
องครักษ์ผู้นั้นมีสีหน้าโศกสลด มือสั่นเทาหยิบแส้ขึ้นเดินไปข้างกายเซวียหวยอี้
ยกมือหวดลงไปอย่างเบามือ
“เพิ่มอีกยี่สิบแส้”
ฉินจินจือเอ่ยขึ้นอย่างไม่ยี่หระ
องครักษ์ผู้นั้นตาแดงก่ำขึ้นมาทันทีหมายจะต่อล้อต่อเถียงกับฉินจินจือ
เซวียหวยอี้รีบกล่าว “องค์หญิงตีดีแล้ว ตีเต็มแรง!”
องครักษ์ผู้นั้นสูดลมหายใจเข้าลึก แล้วฟาดแส้ลงบนแผ่นหลังของเซวียหวยอี้อย่างแรง
เซวียหวยอี้ก็นับว่าเป็นลูกผู้ชาย หนึ่งร้อยยี่สิบแส้ผ่านไป เหงื่อบนหน้าผากหยดจนพื้นเบื้องหน้าแฉะ แต่กลับไม่ปริปากร้องแม้สักแอะ
