ฉินจินจือในยามที่ยังเล็กมาก ฮ่องเต้ก็ทรงพบว่านางเฉลียวฉลาดยิ่ง
ไม่ใช่คำชื่นชมเอ็นดูที่ผู้หลักผู้ใหญ่มีต่อเด็กรุ่นหลัง
แต่เป็นความฉลาดอย่างแท้จริง
อายุสามชันษาก็รู้จักตัวอักษรนับพัน ห้าชันษาก็เข้าใจความหมายทั้งหมดในฎีกาของพระองค์
เจ็ดชันษาถึงขั้นถวายคำแนะนำง่าย ๆ ได้บ้างแล้ว
ทว่าที่น่าพรั่นพรึงที่สุดคือ บนตัวนางไร้ความเจนจัดแบบผู้ใหญ่แม้แต่น้อย
ยิ้มหวานซ่อนคมมีด เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว
เหมือนกับฮ่องเต้แคว้นจิ้นในวัยหนุ่มไม่ผิดเพี้ยน
ครั้นนางอายุแปดชันษา วันหนึ่งจู่ ๆ ร่างน้อยราวกับภาพมงคลปีใหม่ก็มานั่งอยู่บนโต๊ะทรงพระอักษร แววตาใสกระจ่างมองพระองค์พลางเอ่ยว่า "เสด็จปู่ คงลำบากพระทัยนักที่จะชำระสะสางเหล่าตระกูลสูงศักดิ์เหล่านี้กระมัง"
ดวงตาของฉินจินจือไม่แม้แต่จะมีประกายใดไหวผ่าน มีเพียงความสงบนิ่งมองพระองค์อย่างนั้น
มิทันฟังคำตอบจากฮ่องเต้ จู่ ๆ นางก็ยิ้มเจิดจ้า "หม่อมฉันช่วยพระองค์นะเพคะ"
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ในนครหลวงก็มีท่านองค์หญิงจินจือผู้หยิ่งผยองโอหัง ใจคอเหี้ยมโหดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่ง
ใครเลยจะคาดคิดว่า ท่านองค์หญิงเอาแต่ใจจองหองผู้นี้ แท้จริงแล้วกลับเป็นคมมีดสำหรับชำระสะสางตระกูลสูงศักดิ์
ตระกูลสูงศักดิ์ตั้งมั่นมาเป็นร้อยปี คานอำนาจกับราชบัลลังก์
หากอำนาจของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสูงล้ำเกินกว่าอีกฝ่ายมากนัก ก็จะนำมาซึ่งหายนะครั้งใหญ่หลวง
อำนาจจะหล่อเลี้ยงความทะเยอทะยาน ความมักใหญ่ใฝ่สูงที่ถูกอำนาจป้อนให้พอกพูนขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้พวกเขาอยากกลืนกินอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิม
กุมอำนาจราชสำนัก แต่งตั้งคนใกล้ชิดเป็นขุนนาง
บุตรหลานสามัญชนที่มีความสามารถก็ไม่มีวันได้ผงาดขึ้นมาเชิดหน้าชูตา
พวกเขาพยายามจะทำให้ฝ่าบาทกลายเป็นหุ่นเชิดที่ถูกแขวนไว้บนที่สูง
