“ดูสิ แค่นี้ก็ไม่เอาไหนแล้ว!”
เซี่ยหลานจิ้มหน้าอกลู่เสวียนอย่างจนปัญญา “นายช่วยชีวิตเธอไว้ เธอขอบคุณนายก็ถูกแล้วไม่ใช่เหรอ? คนรวยไม่ชอบติดค้างบุญคุณใครที่สุด! ที่เธอให้ฉันขอเลขบัญชีนายก็เพราะกลัวนายไม่ยอมรับเงินต่างหาก!”
“แต่ว่า...”
“เธอไม่ได้ใส่ใจเงินแค่นี้หรอก ก็เหมือนพวกเราให้ซองอั่งเปากัน 200 หยวน ถ้านายเห็นเป็นเรื่องใหญ่เกินไป คนอื่นจะดูถูกเอาได้ไม่ใช่เหรอ?”
ลู่เสวียนพูดอย่างกระดากใจ “ผมจนจนชิน ไม่เคยเห็นโลกกว้าง พอเห็นเงินมากขนาดนี้เข้าก็เลย...”
“พอเจอเธอแล้ว ห้ามทำท่าตกอกตกใจราวกับได้รับความโปรดปรานเด็ดขาด ต้องทำให้เธอรู้สึกว่าเงินที่จ่ายให้นายคุ้มค่า! มูลค่าของตัวเองน่ะ ต้องสร้างขึ้นมาเอง!”
“พี่หลาน เมื่อก่อนผมไม่เคยรู้เลยว่าพี่เก่งขนาดนี้!”
ลู่เสวียนมองเซี่ยหลานด้วยความชื่นชม แต่ก่อนเขาคิดว่าเซี่ยหลานเป็นแค่เจ้าของร้านรายย่อยที่ขี้เหนียวและปากจัดอยู่บ้าง พอมองตอนนี้กลับพบว่าเธอเป็นคนมีความคิดไม่น้อย
เซี่ยหลานพูดอย่างภูมิใจ “นึกดูถูกพี่แล้วสินะ? ที่จริงฉันแค่ถูกไอ้ร้านเล็ก ๆ นี่รั้งไว้เท่านั้น! วันไหนนายเก่งขึ้นแล้ว ช่วยเปิดบริษัทใหญ่ ๆ ให้ฉันสักแห่งสิ ฉันก็จัดการดูแลให้ได้อยู่หมัด!”
“ไม่มีปัญหา ตกลงตามนี้!”
ความขุ่นเคืองที่ฮั่วเจียวทิ้งไว้ถูกลู่เสวียนปัดเป่าไปจนหมด เขาพูดอย่างฮึกเหิม “ถ้าผมหาเงินได้อีกแสนหยวน ก็ใช้หนี้ที่ติดไว้หมดแล้ว!”
เซี่ยหลานให้กำลังใจ “นายอย่ามัวแต่คิดถึงเรื่องหนี้สิ ควรคิดว่าจะหาเงินก้อนโตยังไงมากกว่า! พอประสบความสำเร็จในอนาคต เงินแสนหยวนก็เป็นแค่เงินค่าขนม ถึงตอนนั้นอย่าว่าแต่คว้าซูชิงเหอเลย แม้แต่ตระกูลซูก็ยังต้องดูสีหน้านาย!”
