หลินอันอันหันหน้ากลับไปทางเหล่านักเรียนอีกครั้ง พร้อมกับกล่าวร้องขอด้วยน้ำเสียงจริงใจ “เพื่อนนักเรียนทั้งหลาย นี่คือพฤติกรรมรังแกของสหายสีค่ะ! ถ้าวันนี้ทุกคนเลือกที่จะเงียบ พรุ่งนี้คนที่ถูกแกล้งอาจเป็นพวกคุณก็ได้...”
แต่ละคำแต่ละประโยคล้วนจริงใจและน่าเชื่อถือ จนทำให้เกิดเสียงวิพากษ์ในฝูงชนขึ้นพักใหญ่
ไม่นานนัก เด็กสาวตัวเล็กผอมบางคนหนึ่งก็ก้าวออกมาอย่างขลาดเขลาด เธอชูมือขึ้น เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย “หนู...หนูก็อยากพูดเหมือนกัน ปกติสีอิ๋งเยว่ชอบแกล้งคนอื่นในโรงเรียน เธอยังเคยแย่งเครื่องเขียนหนู และยังให้หนูช่วยทำเวรให้เธอด้วย ถ้าไม่ช่วยก็จะด่าหนู...”
หินก้อนเดียวทำคลื่นลมได้นับพัน เด็กอีกหลายคนก็พากันก้าวออกมา “จริงครับ เธอชอบหัวเราะเยาะว่าผมเรียนไม่เก่ง ว่าผมเป็นหมูขี้เหร่”
“ใช่ค่ะ คราวที่แล้วหนูเดินไปชนเธอโดยไม่ตั้งใจ เธอก็บังคับให้หนูคุกเข่าขัดรองเท้าให้เธอ”
“ฮือ...คราวก่อนเธอตีหนู แล้วยังขังหนูไว้ในกระท่อมไม้ที่เชิงเขาด้านหลังอีก ย่าหนูตามหาหนูทั้งคืนเลย...”
สีอิ๋งเยว่เห็นเพื่อนนักเรียนออกมาชี้หน้าต่อว่าเธอทีละคน ก็พลันตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ขอบตาของเธอแดงก่ำ แต่ก็ยังฝืนปากแข็ง “พวกแก...พวกแกพูดเหลวไหลทั้งนั้น! ฉันเปล่านะ!”
หลินอันอันโอบไหล่ของฉู่หมิงหลานเบาๆ เพื่อส่งผ่านกำลังให้เธอด้วยวิธีของตน “เสี่ยวหลาน อย่ากลัวนะ เห็นไหม เพื่อนๆ ทุกคนกล้าหาญมาก”
ฉู่หมิงหลานมีประกายน้ำตาในดวงตา เธอผงกศีรษะอย่างหนักแน่น “พี่สะใภ้คะ ที่พวกเขาพูดน่ะจริงทั้งนั้น! สีอิ๋งเยว่ชอบแกล้งหนู บังคับให้หนูทำเวรให้เธอ ฉีกหนังสือหนู แล้วก็ข่วนเสื้อผ้าใหม่ของหนูเป็นรอย...”
