หมู่บ้านกงสือดูใหญ่กว่าหมู่บ้านตระกูลหลินซึ่งหลินชิงอวิ๋นอาศัยอยู่เล็กน้อย ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดูจะดีกว่าอยู่บ้าง
ยามหลินชิงอวิ๋นและคนอื่น ๆ ลงจากรถ ก็เห็นชายชราคนหนึ่งพาชาวบ้านหลายคนมารออยู่ที่ปากหมู่บ้านแล้ว
ชายชราผู้นั้นเห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ใหญ่บ้านกงสือ เขาใช้ไม้เท้าค้ำยัน หลังค่อมงองุ้ม เส้นผมและหนวดเคราขาวโพลน เดินงก ๆ เงิ่น ๆ เข้ามาหาพวกเขา ก่อนจะพาชาวบ้านหลายคนทำท่าจะคุกเข่าลง “ใต้เท้าทุกท่านเดินทางไกล คงเหน็ดเหนื่อยกันมาก...”
ความจริงแล้ว ในคณะนี้นอกจากกู้หลานถิงซึ่งดำรงตำแหน่งบัณฑิตวรรณศิลป์ประจำสำนักวรรณศิลป์ประจำอำเภอแล้ว บัณฑิตเยาว์อีกหลายคนต่างไม่มีตำแหน่งขุนนาง มีเพียงฐานะบัณฑิตขั้นต้นเท่านั้น หากว่ากันอย่างเคร่งครัด ในโลกนี้พวกเขายังไม่อาจเรียกว่า “ใต้เท้า” ได้
ทว่าชาวบ้านยากจนส่วนใหญ่ในโลกนี้ไม่เคยได้รับการศึกษาอย่างเป็นทางการ หลายคนแยกความแตกต่างระหว่างฐานะบัณฑิตกับตำแหน่งขุนนางไม่ออก จึงเคยชินกับการเรียกผู้ที่ใช้วิชาอาคมแห่งวิถีวรรณศิลป์ได้ว่าใต้เท้า
หมู่บ้านหนึ่งไม่มีบัณฑิตที่มีฐานะทางวรรณศิลป์สักคนเป็นเรื่องปกติ อย่างน้อยต้องเข้าไปถึงตัวเมือง จึงจะมีผู้มีฐานะทางวรรณศิลป์ขั้นต้นประจำอยู่
บัณฑิตวรรณศิลป์ผู้นั้นก็เก็บสีหน้าสำราญโลกและท่าทีเกียจคร้านลง แล้วก้าวเร็ว ๆ เข้าไปประคองชายชราให้ลุกขึ้น “นับว่าไม่ไกลนัก ท่านผู้เฒ่าไม่ต้องเกรงใจ”
ผู้ใหญ่บ้านชราก็ไม่ได้ดึงดันจะคุกเข่า เขาอาศัยจังหวะนั้นลุกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว “ใต้เท้าทุกท่าน ไม่สู้ไปพักที่บ้านข้าน้อยก่อน แล้วกินอะไรรองท้องสักหน่อย...”
บัณฑิตวรรณศิลป์ส่ายหน้า “ไม่ต้อง ไว้จัดการเรื่องนี้ก่อน ค่อยว่ากัน พาพวกเราไปที่กระท่อมผุพังนั่นเลย ระหว่างทางเล่าสถานการณ์ให้ข้าฟังด้วย”
ชายชรากับชาวบ้านหลายคนไหนเลยจะกล้าคัดค้าน ระหว่างทางจึงพากันเล่าจ้อกแจ้กขึ้นมา
