เมื่อได้ฟังมาถึงตรงนี้ หลินชิงอวิ๋นก็เริ่มเข้าใจภาพรวมอยู่บ้างแล้ว
เขาครุ่นคิด ก่อนเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ ในเมื่อเป็นการตีความวาจาของปราชญ์ ตามท้องตลาดก็น่าจะมีหนังสือรวบรวมคำอธิบายวาจาปราชญ์ที่มหาปราชญ์หรือแม้แต่เจ้าวิถีวรรณศิลป์เขียนไว้มากมายกระมัง?”
“หากผู้เข้าสอบอธิบายตามคำอธิบายในหนังสือเหล่านั้น ก็น่าจะผ่านได้เช่นกันใช่หรือไม่?”
อาจารย์เฉินมองเขา มุมปากเผยรอยยิ้มลุ่มลึก
“หนังสือรวบรวมคำอธิบายวาจาปราชญ์ในท้องตลาดมีมากมายดุจขนวัวจริง”
อาจารย์เฉินลุกขึ้น เดินไปยังชั้นหนังสือ ก่อนใช้นิ้วไล้ไปตามสันหนังสือที่เรียงราย แล้วหยิบออกมาสองเล่มวางตรงหน้าหลินชิงอวิ๋น
“อย่างเช่นสองเล่มนี้ เล่มหนึ่งคือ ‘รวมคำอธิบายคัมภีร์ทั้งสี่’ ของจูเหวินเจิ้ง มหาปราชญ์ผู้ล่วงลับ ครั้งหนึ่งเคยได้รับการยกย่องให้เป็นบรรทัดฐานแห่งสนามสอบ”
“ส่วนเล่มนี้คือ ‘คัดสรรวาจาปราชญ์’ ของหวังจื่ออัน เจ้าวิถีวรรณศิลป์ผู้ยังมีชีวิตอยู่ สำนวนเฉียบคม ความเห็นโดดเด่น เผยแพร่ในหมู่บัณฑิตอย่างกว้างขวาง”
หลินชิงอวิ๋นก้มมองหนังสือคำอธิบายทั้งสองเล่มตรงหน้า ขอบปกม้วนงอจากการพลิกอ่านมานับครั้งไม่ถ้วน เห็นได้ชัดว่าเมื่อก่อนอาจารย์เฉินเองก็อ่านมันอยู่บ่อยครั้ง
“หนังสือคำอธิบายเหล่านี้” อาจารย์เฉินนั่งลงอีกครั้ง น้ำเสียงเจือความหมายลึกซึ้ง “บางเล่มมาจากฝีมือมหาปราชญ์ บางเล่มถึงกับเขียนโดยเจ้าวิถีวรรณศิลป์ บุคคลเหล่านั้นห่างจากขั้นกึ่งปราชญ์เพียงก้าวเดียวเท่านั้น!”
“คำอธิบายของพวกเขาย่อมลึกซึ้งแจ่มแจ้ง ทุกถ้อยคำล้วนล้ำค่า”
“หากผู้เข้าสอบเพียงคัดลอกเนื้อหาในหนังสือเหล่านี้ตอนตีความวาจาปราชญ์ แล้วเรียบเรียงเชื่อมโยงด้วยถ้อยคำของตนเองเล็กน้อย ก็ย่อมได้รับคะแนนที่ไม่ต่ำจนเกินไป”
