“ท่านผู้นี้คือ...?”
หลินชิงอวิ๋นกระซิบถามเย่เฉินที่อยู่ข้างกาย เขาสังเกตเห็นว่าเมื่อเย่เฉินเห็นคนผู้นี้ สีหน้าก็ฉายแววรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
เย่เฉินดูเหมือนไม่คิดว่าหลินชิงอวิ๋นจะถาม แต่ก็ยังตอบว่า “ประมุขตระกูลอู๋ อู๋เจิ้นฉี่ เป็นบิดาของเจ้าคนอ้วนผู้นั้น”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง...”
หลินชิงอวิ๋นมองคนทั้งสอง อืม หน้าตาเหมือนกันราวกับพิมพ์ออกมาจากเบ้าเดียวกัน เพียงแต่คนหนึ่งไซซ์ใหญ่ อีกคนไซซ์เล็ก ราวกับตุ๊กตาแม่ลูกดกของรัสเซีย
เรื่องตระกูลอู๋แห่งอำเภออวิ๋นเฟิง เขาเคยได้ยินอาจารย์เฉินพูดถึงมาก่อน
เช่นเดียวกับตระกูลเย่ ตระกูลอู๋ก็เป็นตระกูลใหญ่ที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับต้น ๆ ของอำเภออวิ๋นเฟิง ทั้งสองตระกูลต่อสู้ช่วงชิงกันทั้งต่อหน้าและลับหลังมานานแล้ว
หลายปีก่อน หลังจากท่านผู้เฒ่าเย่ บัณฑิตจิ้นซื่อเพียงคนเดียวของตระกูลเย่ถึงแก่กรรม ตระกูลอู๋ก็เริ่มมีทีท่าว่าจะข่มตระกูลเย่ได้
ทว่า บุตรชายสองคนของประมุขตระกูลเย่ คนโตเย่เซิงสร้างชื่อสะท้านในคราเดียว คว้าตำแหน่งผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในหมู่บัณฑิตวรรณศิลป์ได้สำเร็จ ส่วนบุตรชายคนรองอย่างเย่เฉินก็ผงาดขึ้นมาอย่างไร้ผู้ใดคาดคิด ขณะที่ตระกูลอู๋กลับไม่มีคนรุ่นหลังผู้มีพรสวรรค์ทัดเทียมกับพวกเขา
เช่นนี้นี่เอง ดูท่าอู๋จวิ้นเฟย ผู้ได้อันดับสี่ในการสอบระดับอำเภอ คงเป็นคนรุ่นหลังที่เก่งกาจที่สุดเท่าที่ตระกูลอู๋จะนำออกมาอวดได้แล้ว
มิน่าเล่าเขาถึงมีอคติต่อทั้งตน เย่เฉิน และฉู่จงเทียนอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย คงเพราะถูกพวกเราสามคนกดไว้ จนได้มาแค่อันดับสี่ จึงรู้สึกไม่เป็นธรรมกระมัง
“พี่เจิ้นฉี่ ท่านมาช้าไปแล้ว”
นายอำเภอหานไม่ได้ลุกขึ้น เพียงยิ้มกล่าวกับชายผู้นั้นว่า “รีบนั่งเถิด ประเดี๋ยวต้องถูกปรับสุราสามจอก”
คนบางส่วนที่นั่งอยู่สังเกตเห็นว่า ท่าทีของนายอำเภอหานเมื่อมองผ่าน ๆ ดูสนิทสนมยิ่งนัก ทว่านางกลับไม่ได้เรียกขานประมุขตระกูลอู๋ด้วยชื่อรอง
“แน่นอนอยู่แล้ว”
ชายผู้นั้นคล้ายไม่ทันสังเกต ยิ้มพลางนั่งลง จากนั้นก็สูดดมอากาศ “พลังวรรณศิลป์ที่นี่เข้มข้นนัก หรือเมื่อครู่มีผู้ขับขานถ้อยคำอันไพเราะ?”
“ฮ่า ๆ พี่อู๋พลาดภาพอัศจรรย์เมื่อครู่ไปเสียแล้ว”
