อู้ซือกลับยิ้มไม่ออก
เขาก้มหน้าลง คลำหามือของจั่วปู้ชิงจนเจอ แล้วใช้ฝ่ามือของตนกอบกุมเอาไว้
มือของชายหนุ่มใหญ่กว่ามือเขาอยู่หนึ่งรอบ นิ้วเรียวยาว ทว่าบริเวณง่ามนิ้วกลับมีรอยด้านบาง ๆ ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ สัมผัสแล้วสากมืออยู่บ้าง
“คุณชายใหญ่ตระกูลจั่วเมื่อก่อน เวลาออกจากบ้านยังมีคนขับรถส่วนตัว ตอนนี้กลับต้องย้ายมาอยู่ตึกเก่าแถบชานเมืองแบบนี้ เพื่อประหยัดเงินไม่กี่ร้อยหยวน”
“ถ้าตอนนั้นคุณปู่ให้บัตรผมมาแล้ว ผมถอนเงินออกมาเลยก็คงดี”
ปลายนิ้วของเขาลูบไล้รอยด้านบาง ๆ นั้นเบา ๆ น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสงสารและเสียใจ
“ถ้าเงินก้อนนั้นอยู่ในชื่อผม ก็คงไม่ถูกอายัดไปพร้อมกับบัญชีของตระกูลจั่ว อย่างน้อยคุณก็จะมีทุนติดตัว จะได้เริ่มต้นใหม่เร็วขึ้น”
จั่วปู้ชิงพลิกมือมากุมมือเขาไว้แทน
“ตอนนั้นคุณยังเด็กขนาดนั้น จะไปคิดถึงเรื่องพวกนี้ได้ยังไง?”
“แต่เดิมเงินก้อนนั้นคุณปู่ก็ให้ผมอยู่แล้ว”
“คุณยอมสละดวงตาเพื่อช่วยชีวิตท่าน ท่านให้บัตรคุณไว้ก็เพราะอยากให้คุณใช้ชีวิตช่วงที่เหลืออย่างสุขสบาย ไม่ใช่ให้คุณเอามาอุดรูรั่วของตระกูลจั่ว”
“ผมไม่ได้คิดจะอุดรูรั่ว” อู้ซือพูดเสียงเบา “ผมแค่อยากช่วยคุณ”
เสียงนั้นเบาราวกับขนนกตกถึงพื้น คล้ายหากเผลอเพียงนิดก็อาจฟังไม่ชัด
จั่วปู้ชิงเงียบไปครู่ใหญ่
หลังเหตุการณ์ไม่คาดฝันครั้งนั้น คุณปู่รู้สึกผิดกับอู้ซืออยู่เสมอ นอกจากมอบเงินก้อนใหญ่ให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องกินอยู่ไปตลอดชีวิตแล้ว ยังยืนกรานตัดสินใจหมั้นหมายให้เด็กทั้งสองคนที่ตอนนั้นยังเล็กกันอยู่
ชายชราคิดว่าเงินย่อมมีวันใช้หมด คำสัญญาที่พูดด้วยปากก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ มีเพียงการนับอู้ซือเข้าเป็นคนของตระกูลจั่วอย่างเป็นทางการเท่านั้น จึงจะเป็นหลักประกันที่ยั่งยืนให้เขาได้
แต่ใครจะคิดว่าอู้ซือยังอายุไม่ถึงเกณฑ์จดทะเบียน คุณปู่ก็ล้มป่วยเสียชีวิตกะทันหัน
หลังจากนั้นเพียงปีเศษ ตระกูลจั่วก็มีหนอนบ่อนไส้สมคบกับคนนอก บริษัทใหญ่โตขนาดนั้นกลับพังลงในพริบตา
หลักประกันที่เคยคิดว่าจะมั่นคง กลับกลายเป็นเพียงสัญญาลมปากที่พึ่งพาไม่ได้ที่สุด
“คุณเคยช่วยตระกูลจั่วไปแล้วครั้งหนึ่ง” จั่วปู้ชิงเอ่ย “แค่นั้นก็พอแล้ว”
อู้ซือแย้งเสียงเบา “ช่วยคุณปู่เป็นเรื่องหนึ่ง ช่วยคุณก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”
จั่วปู้ชิงเห็นปลายหูของเขาแดงก่ำ จึงไม่เถียงกับเขาต่อ เพียงยื่นมือไปเสยผมเปียกชื้นของเขาทัดหลังหู
“ถ้าถึงเวลาที่ผมต้องให้คุณช่วยจริง ๆ ค่อยเอ่ยปากกับคุณแล้วกัน”
“จริงนะ?”
“จริง”
“ห้ามหลอกผมนะ”
“ไม่หลอกคุณหรอก”
พอได้รับคำยืนยัน ริมฝีปากที่อู้ซือเม้มแน่นมาตลอดก็คลายลงเล็กน้อยในที่สุด
เขาช่างหลอกง่ายเสียจริง แค่คำพูดง่าย ๆ ไม่กี่คำ กับคำสัญญาที่ไม่รู้ว่าเมื่อไรจะทำได้จริง ก็ทำให้เขาลืมความตกใจเมื่อครู่ไปได้ชั่วคราว
จั่วปู้ชิงเสียบปลั๊กไดร์เป่าผม แล้วเปิดแรงลมเบาที่สุด กระแสลมอุ่น ๆ พัดผ่านเส้นผมของอู้ซืออย่างอ่อนโยน
ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า บนพื้นห้องน้ำที่ยังแห้งไม่สนิท มีรอยน้ำเรียวยาวเพิ่มขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ
รอยนั้นลากยาวจากตำแหน่งท่อระบายน้ำไปจนถึงหลังธรณีประตู แล้วจึงหยุดลง
ราวกับมีบางสิ่งหมอบอยู่ตรงนั้น มองพวกเขาอย่างเงียบงันผ่านประตูที่ปิดไม่สนิท
พอถึงเที่ยง ทั้งสองก็ใช้เตาแม่เหล็กไฟฟ้าต้มบะหมี่หม้อหนึ่ง
โต๊ะตัวเล็กในห้องวางของไม่พอจริง ๆ แถมยังมีลังที่ยังไม่ได้เก็บกองอยู่เต็มไปหมด พวกเขาจึงนั่งกินข้างกันตรงขอบเตียง
อู้ซือถือชามไว้ เป่าไอร้อนอย่างระมัดระวัง
จั่วปู้ชิงกลัวเขาจะลวกปาก จึงช่วยคีบบะหมี่ให้ขาดจากกันก่อน แล้วคีบไข่ดาวที่ทอดได้กำลังพอดีจากชามตัวเองใส่ชามของอู้ซือ
“ผมกินไม่หมดหรอก”
“ไม่ต้องรีบ ค่อย ๆ กิน”
“ตอนเช้าคุณขนของตั้งเยอะ คุณควรกินให้มากกว่าผมต่างหาก”
อู้ซือฟังเสียงแล้วคลำตะเกียบเพื่อคีบไข่กลับไป แต่เขากะทิศทางไม่ถูก เกือบจิ้มโดนมือของจั่วปู้ชิง
จั่วปู้ชิงตอบสนองไวมาก รีบยื่นมือมาคว้าข้อมือเขาไว้
“อย่าขยับมั่ว”
อู้ซือชะงัก “ผมลวกโดนคุณหรือเปล่า?”
“เปล่า”
จั่วปู้ชิงช่วยจัดท่าจับตะเกียบให้เขา แล้วถือโอกาสวางไข่ดาวกลับลงในชามของเขา
“กินของตัวเองไป”
อู้ซือทำอะไรไม่ได้ จึงก้มหน้ากัดไข่ไปคำเล็ก ๆ
ไข่แดงยังไม่สุกดี มีน้ำมันหอม ๆ ไหลออกมาเล็กน้อย
เขาเคี้ยวช้า ๆ พลางถามขึ้นมาว่า “บ่ายนี้คุณจะออกไปข้างนอกหรือเปล่า?”
“อืม นัดเจอเพื่อนเก่าสองสามคน”
“คุยเรื่องงานเหรอ?”
“ไปเจอกันก่อน แล้วค่อยคุยดู”
จั่วปู้ชิงตอบอย่างคลุมเครือ
พอเกิดเรื่องกับตระกูลจั่ว คนที่เคยวนเวียนอยู่รอบตัวต่างก็หลบไปไกล ตอนนี้จะยังเหลือคนที่นับว่าเป็นเพื่อนได้สักกี่คน แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่แน่ใจ
อู้ซือฟังออกว่าเขายังพูดไม่หมด จึงรู้ความและไม่ถามต่อ เพียงบอกว่า “ไม่ต้องห่วงผมนะ ผมจะอยู่ในห้อง ไม่ไปไหน”
“แล้วห้องน้ำล่ะ?”
“ผมก็ไม่เข้าไปเหมือนกัน”
จั่วปู้ชิงอดยิ้มกับท่าทางของเขาไม่ได้ “มีอะไรก็โทรหาผม”
“ครับ”
บ่ายสองโมง ประตูห้องเปิดแล้วปิดลง
เสียงกลอนประตูดังแกร๊ก ก่อนเสียงฝีเท้าของจั่วปู้ชิงจะค่อย ๆ ห่างออกไปตามทางเดิน ไฟทางเดินที่เปิดด้วยเสียงดังสว่างขึ้นทีละดวงตามฝีเท้าของเขา แล้วก็ดับลงทีละดวง
กระทั่งทั้งตึกกลับมาเงียบสงัดอีกครั้ง สีหน้าว่าง่ายเชื่อฟังของอู้ซือจึงค่อย ๆ เลือนหายไป
เขานั่งอยู่ริมเตียง เอียงหูฟังความเคลื่อนไหวด้านนอกอยู่ครู่หนึ่ง
“0327”
【อยู่นี่ อยู่นี่!】
เสียงอิเล็กทรอนิกส์ของระบบเจือความตื่นเต้นที่ในที่สุดก็ได้พูดเสียที
【โฮสต์! เมื่อกี้ตอนคุณอาบน้ำ โปรแกรมเตือนภัยของฉันแทบจะเด้งขึ้นมาเองแล้ว!】
“แกเห็นไหมว่าไอ้นั่นมันคือตัวอะไร?”
【อันนั้นไม่เห็น】
“แล้วจะตื่นเต้นอะไรนักหนา?”
【ก็ฉันกลัวว่าคุณจะตกใจจนวิ่งออกไปทั้งที่ยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้าน่ะสิ】
อู้ซือสีหน้าไร้อารมณ์ “แกหุบปากได้แล้ว”
【ได้เลย】
ห้องเงียบไปไม่ถึงสองวินาที ระบบก็อดไม่ได้ โผล่ขึ้นมาอีกครั้ง
【พูดจริงจังนะ โฮสต์ ฉันสแกนห้องน้ำแล้ว ไม่พบสัญญาณชีพใด ๆ】
มือของอู้ซือเผลอแตะน่องตัวเอง
ความรู้สึกเหนียวเย็นนั้นราวกับยังแนบอยู่บนผิวหนัง
“ไม่ใช่ของมีชีวิต งั้นก็เป็นของตายหรือไง?”
【โลกใบเล็กนี้มีป้ายกำกับว่าแนวลึกลับ อาจเป็นพลังงานรูปแบบพิเศษบางอย่างก็ได้ น่าเสียดายที่ฟังก์ชันของฉันหลายอย่างใช้ไม่ได้ในโลกนี้ ไม่อย่างนั้นคงรู้แล้วว่ามันคืออะไร】
“เจ้าของร่างเดิมถูกไอ้นั่นฆ่าตายเหรอ?”
【ในนิยายต้นฉบับไม่ได้เขียนรายละเอียดไว้】
อู้ซือไม่พูดอะไรต่อ
“เล่าเนื้อเรื่องทั้งหมดให้ฉันฟัง”
【เขตบอดเป็นนิยายแนวลึกลับที่มีพระเอกสองคน เนื้อเรื่องหลักเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นในอพาร์ตเมนต์เอินเต๋อ หลังจากคุณกับจั่วปู้ชิงย้ายเข้าไปอยู่ ก็เริ่มมีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นต่อเนื่องภายในตึก】
【พบผู้เสียชีวิตรายแรกในวันที่พระเอกย้ายเข้า หลังจากนั้นทุก ๆ ไม่กี่วันก็จะมีผู้อยู่อาศัยเสียชีวิตหนึ่งคน ตำรวจเข้ามาสืบสวนหลายครั้ง แต่หลักฐานทั้งหมดกลับชี้ไปที่การฆ่าตัวตาย】
【สัปดาห์ที่สาม เจ้าของร่างเดิมถูกฆาตกรรม】
【ฆาตกรหั่นศพของเขาเป็นชิ้น ๆ แล้วนำไปจัดวางไว้ตรงทางเดินชั้นสาม ประกอบเป็นอักษร “เถียน” ที่ไม่รู้ว่าหมายถึงอะไร】
นิ้วของอู้ซือเคาะลงบนขาตัวเองเบา ๆ บนใบหน้าไม่เห็นร่องรอยความตื่นกลัวแม้แต่น้อย
“งั้นจั่วปู้ชิงเริ่มสืบสวนหลังจากเจ้าของร่างเดิมตายแล้วเหรอ?”
【ถ้าพูดให้ถูก ก่อนหน้านั้นเขามัวแต่หางานทำ ต่อให้พบความผิดปกติ ก็ไม่มีแรงหรือเวลาพอจะสนใจ หลังเจ้าของร่างเดิมตาย เขาถึงเริ่มสืบสวน และพบว่าผู้อยู่อาศัยในอพาร์ตเมนต์ต่างมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีไม่มากก็น้อย จากนั้นก็ล็อกเป้าผู้ต้องสงสัยคนแรกไว้ที่โหลวกวนเยว่ ห้อง 501 ชั้นห้า】
【จั่วปู้ชิงจงใจเข้าใกล้โหลวกวนเยว่ ทั้งสองค่อย ๆ คลี่คลายความเข้าใจผิดระหว่างการสืบสวน สุดท้ายก็ร่วมมือกันตามหาฆาตกรตัวจริง และพัฒนาความสัมพันธ์จนกลายเป็นคนรักกัน】
อู้ซือครุ่นคิด “ฟังดูราบรื่นดีนะ”
【ถ้าเรื่องจบลงตรงนี้ ก็ราบรื่นจริง ๆ】
ระบบถอนหายใจเสียงแผ่ว
