“คุณทำให้ผมเสียเวลาไปสิบนาทีแล้ว”
ในที่สุดเยี่ยนหลินโจวก็เงยหน้าขึ้นมองเขา น้ำเสียงเนิบช้าไม่เร่งร้อน ทว่ากลับแฝงแรงกดดันที่ทำให้คนฟังรู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง
“รู้ไหมว่าสิบนาทีของผมทำเงินได้เท่าไร คุณชดใช้ไหวหรือเปล่า?”
ท่าทีแข็งกร้าวของจี้ยางอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แต่เขาก็ยังเชิดคอพูดประโยคสุดท้ายออกมา
“ไม่สน! ยังไงวันนี้ผมก็แค่มาแจ้งให้คุณรู้! สุดท้ายก็ต้องให้เจียวเจียวตัดสินใจเอง!”
เยี่ยนหลินโจวไม่พูดอะไร
เขาพิงพนักเก้าอี้ ดวงตาลึกล้ำเย็นชา จ้องจี้ยางนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้น ราวกับสัตว์ร้ายที่ไม่ส่งเสียงสักแอะ แต่ล็อกเป้าหมายไว้แล้ว กำลังสั่งสมแรงข่มขวัญอย่างเงียบงัน
ภายในห้องทำงานเงียบเสียจนได้ยินเสียงเข็มวินาทีของนาฬิกาควอตซ์เดิน
จี้ยางถูกสายตาคู่นั้นจ้องจนหนังศีรษะชาวาบ ขนอ่อนตรงท้ายทอยลุกชัน ในที่สุดก็ทนต่อไปไม่ไหว เขาหันขวับผลักประตูออกแล้วเผ่นหนีไปอย่างรวดเร็ว ลืมแม้กระทั่งปิดประตู
เยี่ยนหลินโจวละสายตา ก้มมองเอกสารที่กางอยู่ตรงหน้า ปากกาในมือหมุนวนระหว่างนิ้วหนึ่งรอบ ปลายปากกาจรดลงบนกระดาษ แต่กลับไม่ได้เขียนอะไร
มุมปากของเขาค่อย ๆ ยกขึ้นเล็กน้อย เสียงทุ้มต่ำคล้ายพึมพำกับตัวเอง
“หึ... มีปลาเข้าบ่อของคุณเร็วขนาดนี้เลยหรือ?”
มุมปากที่ยกขึ้นเจือความเย็นชาอยู่จาง ๆ
“ฝีมือไม่เบาเลยนี่”
เขาจรดปากกาลง เซ็นชื่อตรงท้ายเอกสารด้วยแรงกดหนัก ปลายปากกาแทบจะขูดกระดาษจนขาด
เซ็นเสร็จก็วางปากกาลงบนโต๊ะ พิงพนักเก้าอี้แล้วมองแนวเส้นขอบฟ้าสีเทาหม่นนอกหน้าต่าง ในดวงตาคล้ายมีพายุทะมึนโหมกระหน่ำ ราวกับคลื่นใต้น้ำที่ยังไม่ทันผุดขึ้นเหนือผิวน้ำ เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่มีใครมองเห็น
