กู้ฮุ่ยรับพัดกลมมา ใบหน้าเล็ก ๆ เคร่งขรึมจริงจัง
“พี่สะใภ้ ดูสิ ลวดลายบนพัดกลมนี้เป็นภาพเมฆมงคลกับนกกระเรียนเซียน ใช้ผ้าไหมเป็นวัสดุหลัก แล้วเสริมสีด้วยไหมทอง ดูหรูหราเปี่ยมกลิ่นอายเซียน ทั้งลวดลายและเนื้อผ้าล้วนเป็นของชั้นดี”
เถ้าแก่เนี้ยเองก็พยักหน้าเงียบ ๆ อดมองกู้ฮุ่ยใหม่ไม่ได้ เด็กสาวคนนี้มีฝีมือไม่เบาเลยนะ
แต่รอยยิ้มตรงมุมปากของเถ้าแก่เนี้ยยังไม่ทันจาง กู้ฮุ่ยก็กล่าวต่อว่า “แต่มีบางจุดที่วิธีปักยังไม่กลมกลืนกับอารมณ์ของภาพ ดูประดิษฐ์เกินไป
พี่สะใภ้ ดูตรงนี้สิ เส้นขอบปีกนกกระเรียนใช้ฝีเข็มเรียงปูพื้น แล้วซ้อนฝีเข็มแบบไล่เฉดเพื่อแสดงขน ปกติใคร ๆ ก็ทำกันแบบนี้ แต่คนปักลงเข็มเป็นระเบียบเกินไป แสงสะท้อนจึงออกมาเหมือนกันหมด อีกทั้งยังบิดเส้นไหมแน่นเกินไป ทำให้ดูตึงแข็ง ขาดความฟูพลิ้วและประกายเงาธรรมชาติของขน
นี่คือข้อแรก ส่วนข้อที่สอง...
พี่สะใภ้ ดูเมฆมงคลตรงนี้สิ เดิมทีนางตั้งใจใช้วิธีไล่สีด้วยไหมทองเพื่อให้ก้อนเมฆดูเจิดจ้า แต่กลับใช้ไหมทองมากเกินไปตรงหัวเมฆ ทำให้การไล่สีดูแข็งทื่อ ขาดความพลิ้วไหวอ่อนช้อยอย่างที่เมฆควรมี อารมณ์ของภาพจึงลดลงไปมาก”
สองข้อที่กู้ฮุ่ยพูดชัดเจนเข้าใจง่าย แม้แต่ซูเสี่ยวที่ไม่รู้เรื่องงานปัก พอหันกลับมามองพัดกลมอีกครั้ง ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้งดงามน่าตื่นตาตื่นใจเหมือนตอนเห็นครั้งแรกแล้ว
นางยิ้มพลางหันไปมองเถ้าแก่เนี้ยที่กำลังแอบฟังอยู่
“พี่หญิง ท่านคิดว่าน้องสาวข้าวิจารณ์ได้อย่างไรบ้าง?”
เถ้าแก่เนี้ยถูกจับได้ว่าแอบฟัง จึงเขินอายจนต้องลูบข้างขมับ แสร้งกระแอมเบา ๆ แล้วเหลือบมองซูเสี่ยว
ซูเสี่ยวคิดว่าเถ้าแก่เนี้ยคงโมโหที่ถูกจับได้คาหนังคาเขา แต่คิดไม่ถึงว่าครู่ต่อมา เถ้าแก่เนี้ยจะคล้องแขนคนละข้างแล้วพาทั้งคู่เข้าไปในห้องรับรอง
นางหันไปสั่งสาวใช้ด้านนอกอย่างคล่องแคล่วว่า “เสี่ยวเถา ดูแลแขกให้ดี”
จากนั้นก็ปัง! ปิดประตูห้อง
แล้วเปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้ม รีบจูงมือกู้ฮุ่ยให้นั่งลง
