ซูเสี่ยวถือกระต่ายป่าไปถลกหนังที่ลานบ้าน
“น้องฮุ่ย ไปต้มน้ำสักหม้อ แล้วจัดการไก่ป่าสองตัวนั้นเสีย เย็นนี้จะได้เอามาผัด กินไม่หมดก็เก็บไว้ได้นาน”
กู้ฮุ่ยมองไก่ป่าสองตัว อย่างน้อยก็น่าจะหนักสักแปดเก้าจิน รวมกับกระต่ายป่าอีกตัว เนื้อคงมีตั้งสิบกว่าจิน นี่จะกินหมดจริง ๆ หรือ?
“พี่สะใภ้... เนื้อพวกนี้จะกินหมดเลยหรือเจ้าคะ?”
กู้ฮุ่ยคิดว่านำไปแลกเงินได้ แต่สัตว์ที่ล่ามาไม่ใช่ฝีมือนาง นางจึงไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ เลยลองถามหยั่งเชิงดู
ซูเสี่ยวเข้าใจความหมายของกู้ฮุ่ย จึงยิ้มตอบว่า “ใช่ กินให้หมดนี่แหละ ถ้าเก็บไว้ถึงพรุ่งนี้เนื้อก็ไม่สดแล้ว ขายได้ราคาไม่ดี สู้พวกเรากินบำรุงร่างกายดีกว่า พรุ่งนี้กลางวันข้าค่อยขึ้นเขาไปอีกเที่ยว จับของสดไปส่งเหลาอาหาร”
กู้ฮุ่ยฟังแล้วก็เข้าใจ ที่แท้นางเป็นฝ่ายกังวลเกินไป ดูจากท่าทางของพี่สะใภ้แล้ว คงไปขายของป่าที่ตลาดในเมืองบ่อย ๆ นางจึงไม่พูดอะไรอีก หิ้วไก่ป่าสองตัวเข้าครัวไป
ซูเสี่ยวไม่ค่อยถนัดถลกหนังกระต่ายนัก แต่ทำบ่อยเข้าก็ชำนาญขึ้น คราวหน้าต้องทำได้ดีกว่าครั้งนี้แน่
นางตั้งใจจะแบ่งกระต่ายตัวนี้ทำเป็นสองเมนู
ครึ่งหนึ่งลวกน้ำร้อนแล้วเลาะเนื้อออกมาผัดไฟแรง อีกครึ่งทำกระต่ายตุ๋นซีอิ๊ว จากนั้นหุงข้าวอีกหม้อ ทำแกงผักป่าสักอย่าง ก็นับว่าจัดเต็มแล้ว
กู้ฮุ่ยต้มน้ำเสร็จก็จัดการไก่ป่าอยู่ข้าง ๆ
ซูซิวเหวินช่วยก่อไฟ ส่วนคุณชายรองกู้พาซูเฉ่าเล่นอยู่ในลานบ้าน
กู้ฮุ่ยเงยหน้ามอง ไอหมอกลอยคลุ้งจนเห็นใบหน้าของซูเสี่ยวเลือนราง
เสียงหัวเราะของคุณชายรองกู้กับซูเฉ่าดังมาจากลานบ้านเป็นระยะ กลิ่นเนื้อหอม ๆ ลอยออกมาจากหม้อ ทั้งหมดนี้ช่างราวกับความฝัน
เมื่อวานคนในบ้านยังกลุ้มใจเรื่องจัดโต๊ะเลี้ยง ต้องไปหยิบยืมเงินจากคนนั้นคนนี้กว่าจะรวบรวมเงินจัดเลี้ยงได้ครบห้าโต๊ะ ทั้งบ้านปกคลุมด้วยบรรยากาศหม่นหมอง ราวกับมีหินก้อนใหญ่ทับอกจนหายใจไม่ทั่วท้อง
