งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงยามเซินจึงเลิกรา ลานบ้านเละเทะไปหมด
บรรดาป้าสะใภ้และพี่สะใภ้จากบ้านหลายสาขาของตระกูลกู้พากันอยู่ช่วยเก็บกวาดจนเรียบร้อยแล้วค่อยกลับ
เมื่อความครึกครื้นผ่านพ้นไป ซูเสี่ยวก็ยกเท้าเดินเข้าไปใน ‘ห้องหอ’
ตั้งแต่เข้าบ้านมาจนถึงตอนนี้ นางยังไม่ได้เข้าไปดูกู้ต้าหลางเลย ถึงอย่างไรก็เป็นคนป่วยกระเสาะกระแสะ ไม่มีอะไรน่าดู อีกสองวันอาจจะไม่อยู่แล้วก็ได้
ยามนี้แขกเหรื่อกลับไปหมดแล้ว พวกน้อง ๆ ก็รู้ความพากันไปอีกห้องหนึ่ง
คุณชายรองกู้จูงซูซิวเหวิน ส่วนกู้ฮุ่ยอุ้มซูเฉ่า พี่น้องคู่นี้ดูแลพี่น้องตระกูลซูได้ดีทีเดียว ทำให้ซูซิวเหวินกับซูเฉ่าไม่รู้สึกเกร็งมากนัก
ซูเสี่ยวแหวกม่านสีซีดจางจากการซัก กลิ่นยาสมุนไพรเข้มข้นก็ปะทะจมูกทันที
ห้องนี้ไม่กว้างนัก ผนังด้านเหนือมีเตียงเตาดินอยู่หนึ่งหลัง ส่วนผนังด้านใต้มีหน้าต่างบานเล็ก ใต้หน้าต่างมีโต๊ะยาวตั้งอยู่
บนโต๊ะวางหนังสือหลายเล่มอย่างเป็นระเบียบ ดูจากสภาพใหม่เก่าก็รู้ได้ว่ามีคนหยิบมาอ่านอยู่บ่อย ๆ
ซูเสี่ยวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวเข้าไป
คนบนเตียงเตาราวกับได้ยินเสียงเคลื่อนไหว จึงไอโขลกออกมาอย่างพยายามข่มไว้
เมื่อซูเสี่ยวเข้าไปใกล้ นางจึงมองเห็นชายหนุ่มบนเตียงเตาได้ชัดเจน
เพราะป่วยมานาน ผิวของเขาจึงขาวราวเครื่องเคลือบไร้สีเลือดฝาด ริมฝีปากบางกลับแต้มสีแดงระเรื่ออย่างคนป่วย
โครงหน้าหล่อเหลาเกลี้ยงเกลา ดวงตาที่เจ็บป่วยมีหยาดน้ำคลออยู่บาง ๆ ราวสายน้ำสารทที่ถูกหมอกบางปกคลุม คิ้วงามดุจภูเขาไกลที่อาบไล้ด้วยสีคราม
สันจมูกโด่ง คางเรียวได้รูป ทว่าด้วยร่างกายอ่อนแอจึงมีเงาเขียวจาง ๆ ปรากฏอยู่
เส้นผมยาวดำขลับดุจขนกาปล่อยสยายลงบนบ่า
ยามเขาเหลียวมองซูเสี่ยว ดวงตาคู่นั้นมีแววอ่อนหวานราวกับมีสายน้ำแห่งฤดูใบไม้ผลิอยู่ข้างใน ทำให้คนมองเผลอกลั้นหายใจ
