ซูหลีเห็นซูเสี่ยวไม่มีทีท่าว่าจะขยับ ความอดทนที่มีมากแค่ไหนก็พังทลายลงในที่สุด
“ซูเสี่ยว ข้าขอโทษไปแล้ว เหตุใดเจ้ายังไม่ดื่มอีก?”
ซูเสี่ยวหยักยิ้ม ยัยโง่นี่ไม่กลัวนางจะสงสัยบ้างหรือไร ถึงได้ร้อนใจเสียขนาดนี้ ในเมื่อนางอยากถูกขายนัก แล้วฉันจะมัวโอ้เอ้อยู่ทำไม?
ซูเสี่ยวยกถ้วยชาขึ้นมา ค่อย ๆ ยกไปจ่อริมฝีปากอย่างสงบนิ่ง
ซูหลีจ้องซูเสี่ยวตาไม่กะพริบ แทบอยากกรอกชาใส่ปากนางเสียเอง
“เอ๊ะ ข้างนอกนั่นใครน่ะ?”
ซูเสี่ยวทำท่าตกใจ พลางจ้องไปทางนอกประตู
ซูหลีกำลังตึงเครียด พอซูเสี่ยวทำท่าตื่นตกใจก็สะดุ้งโหยง รีบหันไปมองทันที ซูเสี่ยวฉวยโอกาสสาดน้ำชาทิ้งลงพื้น
เมื่อซูหลีหันกลับมาอีกครั้ง ก็เห็นว่าถ้วยในมือซูเสี่ยวว่างเปล่า นางสงสัยว่าซูเสี่ยวจงใจทำเช่นนั้นเมื่อครู่ หรือว่านางไม่ได้ดื่มชาถ้วยนี้กันแน่?
“เอ๊ะ ทำไมข้ารู้สึกเวียนหัวจัง?”
ขณะที่ซูหลีกำลังสงสัย ซูเสี่ยวก็ฟุบหน้าลงกับโต๊ะ
ซูหลีดีใจจนเนื้อเต้น
“นังสารเลวน้อย เจ้านี่หลอกยากจริง ๆ ข้าเกือบจะใช้กำลังอยู่แล้ว ดีที่เจ้ารู้จักว่าง่าย
ต่อจากนี้ก็จงเตรียมตัวรับรสชาติการถูกผู้ชายแปดคนปรนนิบัติทุกวันให้ดีเถอะ”
ซูหลีเปิดหน้าต่างแล้วชะโงกลงไปมองข้างล่าง
มีรถม้าจอดอยู่ด้านล่าง ชายคนหนึ่งลงมาจากรถ
ไม่นานนักชายคนนั้นก็ขึ้นมาบนชั้นบน
“นี่ลูกพี่ลูกน้องของข้า ตามที่ตกลงกันไว้ สิบตำลึงเงิน ส่งเงินแล้วส่งคน”
ชายคนนั้นเดินเข้าไปพยุงซูเสี่ยวขึ้นมา พลางมองสำรวจอย่างละเอียด
“ผู้หญิงคนนี้หน้าตาพอใช้ได้ แต่ผิวคล้ำไปหน่อย แปดตำลึง”
ซูหลีอัดอั้นความโกรธมานาน พอเจออีกฝ่ายต่อราคากะทันหันก็ระเบิดอารมณ์ทันที
“ไม่ได้ ต้องสิบตำลึง ขาดแม้แต่อีแปะเดียวก็ไม่ได้ ถ้าพวกเจ้าจ่ายไม่ไหว ข้าก็จะขายให้อีกบ้าน นางแค่ผิวคล้ำหน่อยเท่านั้น พากลับไปเลี้ยงสักครึ่งปีก็ขาวแล้ว ตระกูลซูของเราไม่ได้เกิดมาผิวคล้ำกันเสียหน่อย”
ชายคนนั้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมตกลงอย่างเสียไม่ได้ “ก็ได้ สิบตำลึงก็สิบตำลึง”
“อ้อ น้องสาวข้าคนนี้นิสัยดุร้ายอยู่บ้าง พอกลับไปแล้ว พวกเจ้าก็เตรียมผู้ชายสักสิบแปดคนไว้ปราบนางให้ดี จะมัดไว้บนเตียงก็ได้ ไม่อย่างนั้นข้ากลัวนางจะฆ่าตัวตาย”
