หลังหลิวซื่อจากไป ซูเสี่ยวจึงหันไปมองสองสามีภรรยาซูเหล่าสาม
สองสามีภรรยาคู่นี้แทบไม่มีตัวตนในตระกูลซู ซูเหล่าสามเป็นคนซื่อ แต่ก็รู้จักประนีประนอมกว่าพ่อของร่างเดิมอยู่บ้าง เขารู้จักปกป้องภรรยากับลูก บางครั้งยังกล้าเถียงกับท่านย่าซูด้วย
“เสี่ยวเสี่ยว เรื่องของเจ้า อาสามรู้หมดแล้ว อาสามก็ไม่มีปัญญาช่วยพวกเจ้า เมื่อครู่แม่สื่อมาบอกเรื่องงานแต่งของเจ้า ในหมู่บ้านเซี่ยพัว เจ้าก็ไม่มีญาติคนอื่นแล้ว ข้ากับอาสะใภ้สามปรึกษากันแล้วว่า พรุ่งนี้จะไปส่งเจ้าขึ้นเกี้ยว อย่างไรพวกเจ้าก็เป็นสายเลือดของตระกูลซู ท่านย่าของเจ้าสับสน ส่วนครอบครัวลุงใหญ่ก็เห็นแก่ตัว อาสามเข้าใจหมดว่าเจ้าเสียใจจนหัวใจแทบแตกสลาย”
“แต่ถึงอย่างไร ตัวอักษรซูก็เขียนไม่ต่างกัน ต่อให้เจ้าแต่งงานไปแล้ว ซิวเหวินก็ยังเป็นลูกหลานตระกูลซู หากเจ้าพาเขาไปบ้านสามี ตระกูลกู้จะมองเขาอย่างไร? เรื่องนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อชื่อเสียงของซิวเหวินในวันหน้า”
หลังซูเหล่าสามพูดจบ เถียนซื่อก็เดินเข้ามายื่นห่อผ้าให้ซูเสี่ยว
“เสี่ยวเสี่ยว นี่เป็นน้ำใจเล็ก ๆ น้อย ๆ จากอาสะใภ้สาม รับไว้เถอะ ถือว่าเป็นของขวัญแต่งงานให้เจ้า เงินเก็บส่วนตัวนี่ข้าแอบเก็บไว้โดยไม่ให้ท่านย่ารู้ อย่ารังเกียจเลยนะ ต่อไปเมื่อแต่งงานไปแล้ว หากมีเรื่องทุกข์ใจ ก็กลับมาบอกอาสามกับอาสะใภ้ พวกเราจะช่วยปกป้องเจ้าเอง”
ซูเสี่ยวมองห่อผ้าในมือ แต่ไม่ได้ปฏิเสธ
ในตระกูลซูนี้ ครอบครัวสามช่วยเหลือพี่น้องสามคนในร่างเดิมมากที่สุดจริง ๆ
บางครั้งอาสามยังประหยัดเสบียงส่วนของตัวเอง แบ่งให้ซูซิวเหวินกับซูเฉ่า
ซูเสี่ยวรู้ว่านี่คือบุญคุณ แต่ชีวิตของครอบครัวสามก็ไม่ได้สุขสบายนัก หลังจากครอบครัวรองไม่อยู่ งานในไร่นาทั้งหมดก็ตกเป็นภาระของพวกเขา ที่ดินสิบกว่าหมู่ต้องอาศัยซูเหล่าสามกับภรรยาสองคนช่วยกันทำ
ซูเสี่ยวขยับริมฝีปาก
“ท่านอาสาม คำพูดของท่านข้าจะเก็บไปคิด แต่ข้าขอเตือนท่านไว้สักหน่อย ระวังครอบครัวลุงใหญ่ให้ดี โดยเฉพาะลูก ๆ ของพวกท่าน”
