แม่สื่อเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่ตรงประตูกระท่อมฟางผุพัง
นางรูปร่างบอบบาง คิ้วเรียวดุจใบหลิว ดวงตากลมโต สันจมูกโด่ง ใบหน้ารูปไข่ ผมยาวถูกรวบสูงด้วยผ้าผูกผืนหนึ่ง ท่าทางแตกต่างจากหญิงสาวชาวบ้านทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
“นี่...นี่คือหลานสาวของเจ้าหรือ? เหตุใดข้าดูแล้วนางถึงเปลี่ยนไปจากปีก่อนมากนัก?”
แม่สื่อชะงักไปเล็กน้อย พลางมองหลิวซื่อด้วยสีหน้าฉงน
นางเป็นคนจัดการเรื่องแต่งงานนี้เอง อีกทั้งปีก่อนก็เคยเห็นหญิงสาวคนนี้
ตอนนั้นนางยังมองหน้าหญิงสาวไม่ชัดด้วยซ้ำ ในความทรงจำ หญิงสาวเอาแต่ก้มหน้า พูดจาอ่อนน้อมจนดูขลาดกลัว ทั้งผมยังปรกปิดใบหน้าไปครึ่งหนึ่ง
แต่หญิงสาวที่ยืนอยู่กลางแดดในตอนนี้กลับมีแววห้าวหาญอยู่ระหว่างคิ้ว บุคลิกโดยรวมเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเมื่อเทียบกับปีก่อน
หลิวซื่อเองก็คิดไม่ถึงว่าซูเสี่ยวจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ เพียงแค่ออกจากตระกูลซูมาได้สองวัน นางแค่นเสียงเยาะในลำคอ
“ถ้าไม่ใช่นางแล้วจะเป็นใคร? ดูการแต่งตัวนี่สิ ตรงไหนเหมือนหญิงสาวบ้าง? อย่างกับเด็กผู้ชาย ต่อให้มีคนยอมรับไปแต่งด้วยก็นับว่าบุญแล้ว”
เมื่อแม่สื่อได้ยินว่าเป็นคนไม่ผิด ก็ดีใจอยู่ในใจ อย่างไรเสียอีกฝ่ายต้องการหญิงสาวไปเสริมดวง ยิ่งเจ้าสาวสุขภาพแข็งแรง ฝ่ายชายก็ยิ่งพอใจ
“โอ๊ย หลานสาวคนดี ไม่ได้เจอกันครึ่งปี ตอนนี้โตเป็นสาวแล้วนะ วันนี้ป้าจึงมามอบคำยินดีให้เจ้า”
แม่สื่อเป็นหญิงชราผู้มีชื่อเสียงในเมือง นางพูดได้คล่องปากถึงขนาดเปลี่ยนเรื่องตายให้กลายเป็นเรื่องเป็น และเปลี่ยนเรื่องดำให้เป็นเรื่องขาว
ซูเสี่ยวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว หลบมือที่แม่สื่อเอื้อมมาแตะ
“ช่วงนี้บ้านข้ามีเรื่องน่ายินดีจริง ๆ คือได้ย้ายบ้าน แม้ข้าจะไม่รู้จักท่านป้า แต่เมื่อท่านมาแสดงความยินดี ข้าก็ควรต้อนรับ ท่านป้าเตรียมของขวัญมาด้วยหรือไม่?”
คำพูดของซูเสี่ยวทำเอาแม่สื่อมึนงงไปทันที
ปกติมีแต่คนยัดเงินให้นาง วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่ามาสู่ขอถึงบ้านแล้วยังต้องให้ของขวัญ สีหน้าของแม่สื่อจึงหม่นลงทันควัน
