ซูเสี่ยวชักมีดพร้าออกมาถือไว้โดยไม่รู้ตัว แล้วให้ซูซิวเหวินกับซูเฉ่ารออยู่ข้างนอก
“พี่?”
ซูซิวเหวินเรียกเสียงเบา ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล
ซูเสี่ยวส่ายหน้าให้ซูซิวเหวินเงียบ ๆ ก่อนย่อตัวเดินเข้าไปใกล้ประตูใหญ่
ในบ้านไม่มีเสียงอะไรเลย อีกทั้งมีเพียงสองห้อง ภายในก็ว่างเปล่า มองปราดเดียวก็เห็นทั่วทั้งห้อง
ซูเสี่ยวถอนหายใจอย่างโล่งอก เก็บมีดพร้าแล้วหันไปโบกมือให้ซูซิวเหวิน
“ไม่มีใคร”
ซูซิวเหวินจึงอุ้มซูเฉ่าเดินเข้ามา
พอเห็นสภาพภายในบ้าน ใบหน้าเล็ก ๆ ของเขาก็ซีดเผือดด้วยความโกรธ กำหมัดแน่น
เดิมทีในบ้านก็แทบไม่มีอะไรอยู่แล้ว ตอนนี้แม้แต่โต๊ะสามขาก็ถูกคนทำพัง เสื้อผ้าที่พวกเขาวางไว้บนเตาอุ่นดินก็ถูกฉีกเป็นริ้ว ๆ โยนทิ้งไว้บนพื้น ทั้งยังมีน้ำราดอยู่บนเตาอีกด้วย
ดูออกทันทีว่ามีคนมาที่นี่และจงใจทำลายข้าวของ จากระดับความเสียหายแล้ว ไม่น่าใช่ฝีมือโจร
“เป็นซูหลี”
ซูเสี่ยวแทบไม่ต้องคิดก็รู้ว่าใครคือตัวการ
ดูท่านางยังไม่ทันได้ไปคิดบัญชี อีกฝ่ายก็ร้อนรนมาหาถึงที่เสียแล้ว
ซูเสี่ยวปรายตามองไปทางบ้านตระกูลซูในหมู่บ้านอย่างเย็นชา จากนั้นก็วางข้าวของลงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พี่ ข้าจะไปบ้านเก่าเดี๋ยวนี้ ไปถามเอาความกับพวกเขา”
ซูซิวเหวินหมุนตัวจะวิ่งออกไป แต่ซูเสี่ยวคว้าเขาไว้ทันที
“เจ้ามีหลักฐานอะไรว่าเป็นฝีมือนาง?”
ซูซิวเหวินชะงัก เขาไม่มีหลักฐานจริง ๆ แต่จะให้ทนกล้ำกลืนเรื่องนี้ลงไป เขาก็รู้สึกอัดอั้น
“วางใจเถอะ เรื่องที่พวกเขาทำกับเรา พี่จะเอาคืนทีละอย่าง เสื้อผ้าขาดก็ช่างมันพอดีจะได้ซื้อชุดใหม่ ของเก่าไม่ไปของใหม่ก็ไม่มา”
เห็นพี่สาวยังมองโลกในแง่ดี ความอัดอั้นในใจของซูซิวเหวินก็จางหายไป ตอนนี้พวกเขาแยกบ้านออกมาอยู่กันเองแล้ว ต่อไปก็ไม่ต้องคอยมองสีหน้าคนบ้านเก่าอีก พอคิดเช่นนี้ ความคับข้องใจที่ผ่านมาเหมือนจะไม่สำคัญอะไรแล้ว
ซูเสี่ยวพาซูเฉ่าไปจัดการกระต่ายที่ริมแม่น้ำ
ส่วนซูซิวเหวินไปเก็บฟืนมาก่อไฟ
เครื่องปรุงกับอุปกรณ์ทำครัวมีจำกัด ซูเสี่ยวอยากผัดไฟแรงก็ทำไม่ได้ คงทำได้แค่ย่าง
ชาติก่อนนางอยู่คนเดียว ฝีมือทำอาหารยังถือว่าไม่เลว
หลังจัดการกระต่ายเสร็จแล้วกลับมาถึงบ้าน ซูซิวเหวินก็เก็บฟืนแห้งมาได้ไม่น้อย
ในห้องโถงมีเตาไฟอยู่แห่งหนึ่ง ทิ้งร้างมาหลายปี แต่แค่ทำความสะอาดเสียหน่อยก็ยังใช้ได้
เมื่อเห็นเปลวไฟลุกโชน กับเนื้อกระต่ายที่ซูเสี่ยวเสียบกิ่งหลิวไว้ย่างจนส่งเสียงฉ่าและมีน้ำมันเยิ้มออกมา
ซูซิวเหวินกับซูเฉ่าก็จ้องตาไม่กะพริบ
กลิ่นหอมของเนื้อย่างค่อย ๆ โชยเข้มข้นขึ้น เด็กน้อยทั้งสองน้ำลายสอจนแทบจะอิ่มแทนข้าวแล้ว
“พี่สาว หอมจังเลย ข้าไม่เคยได้กลิ่นเนื้อย่างหอมขนาดนี้มาก่อน”
กลิ่นเนื้อย่างลอยไปไกลเกือบครึ่งหมู่บ้าน ทุกคนต่างพากันตามหาว่ากลิ่นเนื้อมาจากไหน
ซูเสี่ยวไม่รู้เลยว่ากลิ่นหอมนี้ทำให้คนทั้งหมู่บ้านน้ำลายสอขึ้นมา เดิมทีก็หิวจนท้องกิ่วอยู่แล้ว พอได้กลิ่นนี้ท้องก็ร้องโครกครากราวกับฟ้าร้อง
“สุกแล้ว ลองชิมดู”
ซูเสี่ยวหมักเนื้อกระต่ายด้วยเกลือเพียงเล็กน้อย รสชาติส่วนใหญ่จึงยังเป็นรสของเนื้อกระต่ายเอง
ซูเฉ่ากับซูซิวเหวินรีบรับไปอย่างอดใจไม่ไหว
เนื้อกระต่ายร้อนมาก ทั้งสองเป่าปากฟู่ ๆ อยู่นาน แต่ก็ไม่ยอมคายออกมา
“ค่อย ๆ กิน ระวังลวกปาก ยังมีอีกเยอะ วันนี้กินเนื้อให้อิ่มได้เลย”
ร่างกายของซูเสี่ยวก็อ่อนแอเช่นกัน ต้องบำรุงให้มากหน่อย
นางหยิบเนื้อกระต่ายย่างขึ้นมาหนึ่งไม้
เพิ่งกัดไปคำเดียว กลิ่นหอมมันของน้ำมันก็ระเบิดกระจายอยู่ในปาก อาจเป็นเพราะร่างนี้ไม่ได้กินเนื้อมานาน นางจึงรู้สึกว่ามันอร่อยเหลือเกิน
ที่จริงถ้าทำเนื้อกระต่ายไม่ดี กลิ่นจะค่อนข้างแรง แต่ตอนนี้ซูเสี่ยวกลับรู้สึกว่านี่คือรสเลิศที่สุดในโลก
ทั้งสามคนย่างไปกินไป ไม่นานก็จัดการกระต่ายทั้งตัวจนหมดเกลี้ยง
ซูเฉ่าลูบท้องน้อยที่ป่องขึ้น เอนตัวพิงซูเสี่ยวครึ่งนั่งครึ่งนอน ศีรษะเล็ก ๆ ผงกขึ้นลง นางง่วงแล้ว
ซูเสี่ยวกลัวว่าซูเฉ่าจะกินมากเกินไปจนย่อยไม่ไหว จึงอุ้มนางเดินไปมาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วค่อยส่งให้อยู่ในความดูแลของซูซิวเหวิน
เตาอุ่นดินถูกสาดน้ำใส่ คืนนี้คงนอนไม่ได้ ทำได้แค่ปูนอนกับพื้น
ซูเสี่ยวสะพายตะกร้าขึ้นหลังแล้วเดินขึ้นเขา ตั้งใจไปเก็บใบไม้แห้งในป่ากลับมาปูพื้น ประทังไปสักคืนก่อน
“ซิวเหวิน ลงกลอนประตูใหญ่จากด้านใน แล้วห่มผ้าให้น้องเล็ก อย่าให้นางหนาว พี่จะขึ้นเขาไปเก็บใบไม้แห้งมาปูที่นอน”
ซูซิวเหวินพยักหน้า ปกติเวลาพี่สาวใหญ่กับมารดาทำงาน เขาก็เป็นคนดูแลน้องเล็กอยู่แล้ว ซูเสี่ยวไม่ต้องบอก เขาก็ห่มผ้าให้ซูเฉ่าอย่างคล่องแคล่ว
ซูเสี่ยวมาที่หลังเขาอีกครั้ง คราวนี้มีมีดพร้าติดมือมาด้วย จึงเดินลึกเข้าไปได้อีกหน่อย
ระหว่างทางนางเห็นผักเอี๊ยะเฉ่าอยู่ไม่น้อย
ผักเอี๊ยะเฉ่าดูออกง่าย ใบเรียงเป็นวงคล้ายดอกบัว ช่อดอกเป็นแท่งตั้งตรง ทั้งต้นใช้เป็นยาได้
ใช้บรรเทาอาการปัสสาวะแสบขัด ร่างกายบวมน้ำและปัสสาวะน้อย ท้องเสียช่วงหน้าร้อน ไอมีเสมหะมาก เลือดกำเดาไหลหรือไอเป็นเลือด รวมถึงฝีหนองบนผิวหนัง
ผักเอี๊ยะเฉ่าปรับตัวเก่ง ชอบอากาศอบอุ่นชื้นและแสงแดดเพียงพอ ทนหนาวและทนแล้งได้พอสมควร
ไม่เลือกดินมากนัก ที่ดินทั่วไป ริมนา หรือบริเวณหน้าบ้านหลังบ้านก็เติบโตได้
ตามไร่นาและบ้านเรือนในหมู่บ้านเซี่ยพัวมีอยู่มาก แม้แต่ข้างทางก็ขึ้นเป็นผืนใหญ่ เพียงแต่ไม่มีใครรู้ว่านี่เป็นสมุนไพร
ซูเสี่ยวเดินไปขุดไป ไม่นานก็ขุดผักเอี๊ยะเฉ่าจนได้ครึ่งตะกร้า
“กุ๊ก ๆ…”
ซูเสี่ยวได้ยินเสียงไก่ป่าร้องมาจากพุ่มไม้ด้านหน้า จึงรีบวางตะกร้าลง กำมีดพร้าไว้ แล้วย่อตัวค่อย ๆ ย่องเข้าไป
พอแหวกพุ่มไม้ นางก็เห็นไก่ป่าสีสันสดใสตัวหนึ่งอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
นางไม่พูดพร่ำทำเพลง ก้มลงหยิบก้อนหินจากพื้นสองสามก้อนแล้วขว้างใส่หัวไก่ป่า
ไก่ป่ายังไม่ทันได้กระพือปีก ก็หัวทิ่มลงกับพื้นเสียแล้ว
ซูเสี่ยวรีบลุกขึ้น เดินย้อนกลับไปสะพายตะกร้า
คราวนี้ยังได้ของแถมมาอีก ที่ตรงซึ่งไก่ป่าล้มลงมีไข่ไก่ป่าอยู่หนึ่งรัง
ซูเสี่ยวนับดู มีทั้งหมด 12 ฟอง ตอนกลางคืนทำไข่ตุ๋นให้น้องสาวกินได้
เมื่อนึกถึงของในบ้านที่แทบไม่มีอะไรเลย ซูเสี่ยวจึงตัดสินใจเดินลึกเข้าไปในเขาอีกหน่อย
ยังไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ซูเสี่ยวก็ล่าสัตว์ได้กระต่ายป่าสองตัวกับไก่ป่าสองตัว
นางใส่กระต่ายป่ากับไก่ป่าลงในตะกร้าสะพาย แล้วใช้หญ้าป่าคลุมทับไว้
นางมองดูท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ยังลอยสูงอยู่ทางทิศตะวันตก น่าจะประมาณสี่โมงเย็นกว่า ๆ
หมู่บ้านเซี่ยพัวอยู่ไม่ไกลจากตัวเมือง เดินทางไปกลับไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ถ้านางเดินเร็วหน่อย ก็ยังทันเอาสัตว์ที่ล่าได้ไปขาย
ที่จริงไปขายพรุ่งนี้เช้าจะดีที่สุด แต่ในบ้านไม่มีอุปกรณ์ทำครัวเลยสักชิ้น อยากทำของอร่อยให้น้อง ๆ ก็ไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือที่เหมาะมือ ตอนนี้ในบ้านขาดแคลนไปเสียทุกอย่าง
ซูเสี่ยวตัดสินใจจัดการเรื่องปากท้องก่อน แล้วค่อยคิดเรื่องอื่น
หลังลงจากเขา ซูเสี่ยวไม่ได้กลับบ้าน แต่หันหน้าเดินเร็วไปทางตัวเมือง
ชาติก่อนนางมีฝีมือดี ชาตินี้อยากฟื้นฟูให้กลับมาเหมือนเดิม ก็ต้องฝึกสมรรถภาพร่างกายก่อน
เริ่มจากวิ่งแบกของนี่แหละ
ซูเสี่ยวกินเนื้อกระต่ายย่างตอนเที่ยง ร่างกายยังมีแรงอยู่บ้าง ประกอบกับเจ้าของร่างเดิมทำงานไร่เป็นประจำ คราวนี้จึงวิ่งรวดเดียวจากหมู่บ้านเซี่ยพัวมาถึงตัวเมือง ใช้เวลาเพียงหนึ่งเค่อ เร็วกว่าที่คาดไว้ครึ่งหนึ่ง
ซูเสี่ยวเดินตามเส้นทางในความทรงจำไปจนถึงโรงเตี๊ยมจู้อี้โหลว ซึ่งเป็นที่ที่บิดาของเจ้าของร่างเดิมมักนำสัตว์ที่ล่าได้มาขาย
“พี่ชาย ขอถามหน่อย ที่นี่รับซื้อของป่าหรือไม่?”
ซูเสี่ยวเห็นเด็กหนุ่มคนงานหน้าประตู จึงจัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินเข้าไปถาม
เด็กหนุ่มมองซูเสี่ยวแล้วพยักหน้า รู้สึกคุ้นหน้านางอยู่บ้าง
“รับขอรับ ข้าจะไปตามผู้จัดการร้านมาให้”
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่ลูกค้าจะเข้าร้าน ผู้จัดการจึงไม่ค่อยยุ่ง ไม่นานก็ออกมา
ซูเสี่ยวเห็นว่าเป็นผู้จัดการหลี่คนเดิม ใบหน้ากลม ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายวาววับอยู่เสมอ เวลายิ้มก็ดูคล้ายพระศรีอาริย์
“ผู้จัดการหลี่ ท่านยังจำข้าได้หรือไม่? ลูกสาวคนโตของซูต้าซานเจ้าค่ะ”
ผู้จัดการหลี่ได้ยินดังนั้นก็พินิจดูอย่างละเอียด ก่อนอ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจ “เป็นเจ้านี่เอง ไม่ได้เจอกันหลายปี โตจนเปลี่ยนไปมาก ลุงจำแทบไม่ได้แล้ว”
ซูเสี่ยวยกยิ้ม ก่อนสะบัดตะกร้าบนหลังเบา ๆ
“วันนี้ข้ามาขายสัตว์ที่ล่าได้ ไม่ทราบว่าพวกท่านยังรับซื้ออยู่หรือไม่?”
เมื่อนึกถึงเรื่องของซูต้าซาน ผู้จัดการหลี่ก็อดเสียดายไม่ได้ แต่ดูจากสภาพของซูเสี่ยวแล้ว เด็กคนนี้ดูเหมือนจะใช้ชีวิตไม่ค่อยดีนัก ผู้จัดการหลี่จึงรู้กาลเทศะ ไม่เอ่ยถึงซูต้าซาน แต่พานางไปยังลานด้านหลัง
“แม่หนูซู ล่าสัตว์อะไรมาได้บ้าง? คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าจะสืบทอดฝีมือของพ่อมาได้ ไหนให้ลุงดูหน่อย”
ซูเสี่ยวหยิบไก่ป่าสองตัวกับกระต่ายป่าสองตัวออกจากตะกร้า วางลงบนพื้น
“ท่านลุงหลี่ ของป่าพวกนี้ยังมีชีวิตอยู่ ข้าตีให้สลบ ท่านเลี้ยงไว้สักคืนได้ อยากกินเมื่อไรก็ค่อยเชือด สดใหม่แน่นอน”
ผู้จัดการหลี่ได้ยินดังนั้นก็รีบไปตรวจดู ปรากฏว่ายังมีชีวิตอยู่จริง ๆ
เขามองซูเสี่ยวด้วยแววชื่นชม
“ฝีมือล่าสัตว์ของเจ้าเก่งกว่าพ่อเจ้าเสียอีก”
ซูเสี่ยวเพียงยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ตอบอะไร
“แม่หนูซู เจ้าก็รู้อยู่แล้วว่าร้านเรารับซื้อของป่าในราคาเท่าไร กระต่ายป่าชั่งละ 15 อีแปะ ไก่ป่าชั่งละ 12 อีแปะ แต่ของพวกนี้ยังมีชีวิต ลุงจะเพิ่มให้อีกอย่างละ 2 อีแปะ เจ้าคิดว่าได้หรือไม่?”
ซูเสี่ยวรู้ว่าผู้จัดการหลี่ไม่ได้หลอกนาง จึงพยักหน้า
“เอาตามที่ท่านว่าเจ้าค่ะ”
สุดท้ายเมื่อชั่งน้ำหนักแล้ว กระต่ายป่าสองตัวหนักรวม 13 ชั่ง ส่วนไก่ป่าสองตัวหนักกว่า 7 ชั่งเล็กน้อย
รวมเป็นเงิน 297 อีแปะ ผู้จัดการหลี่จ่ายให้ซูเสี่ยว 300 อีแปะเต็ม ๆ
ซูเสี่ยวเก็บเงิน 300 อีแปะที่ยังอุ่นอยู่ไว้กับตัว ในที่สุดก็รู้สึกมั่นใจขึ้นมาบ้าง
