รถโดยสารจอดลงที่ลานหน้าสถานีรถไฟซงเจียง ประตูเปิดออก ซ่งเค่อหนิงกับลู่จืออวี้ก้าวลงจากรถตามกันมา
ลานหน้าสถานีรถไฟคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ทั้งนักเดินทางที่ลากกระเป๋าเดินทาง แรงงานที่นั่งยอง ๆ สูบบุหรี่ตรงมุมหนึ่ง ไกด์ที่ถือธงผืนเล็ก และคนหนุ่มสาวกลุ่มเล็ก ๆ ที่นั่งรอรถอยู่บนพื้น
ซ่งเค่อหนิงเงยหน้ามองป้ายสถานี ตัวอักษรใหญ่สามตัวที่เขียนว่า “สถานีซงเจียง” ส่องแสงสีแดงอยู่ท่ามกลางความมืด
“ไปกันเถอะ” ลู่จืออวี้ก้าวเดินนำไป
ซ่งเค่อหนิงเดินตามเขา ข้ามลานกว้างแล้วเข้าไปในโถงสถานีรถไฟ
ลู่จืออวี้เดินตรงไปยังประตูตรวจตั๋วอัตโนมัติ หยิบบัตรประชาชนออกมาวางบนจุดอ่านบัตร เสียง “ติ๊ด” ดังขึ้น ประตูกั้นเปิดออก เขาหันมามองซ่งเค่อหนิง
ซ่งเค่อหนิงยืนนิ่งอยู่กับที่ เธอไม่มีบัตรประชาชน
ในกระเป๋าที่นางร้ายคนนั้นทิ้งไว้ เหลือเพียงทะเบียนบ้านเล่มหนึ่ง
เธอหยิบทะเบียนบ้านออกมาจากกระเป๋า กอดไว้แนบอกแล้วเดินไปยังช่องตรวจตั๋วที่มีเจ้าหน้าที่
แถวที่ช่องตรวจตั๋วยาวพอประมาณ ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่พาเด็กมาด้วย หรือไม่ก็คนต่างถิ่นที่ถือเอกสารต่าง ๆ อยู่ในมือ
ซ่งเค่อหนิงไปต่อท้ายแถว เขย่งปลายเท้ามองไปข้างหน้า เห็นเจ้าหน้าที่กำลังตรวจเอกสารของแต่ละคนอย่างเชื่องช้า
เธอมองไปทางประตูกั้นที่ลู่จืออวี้ผ่านไปอีกครั้ง เขายืนรอเธออยู่ฝั่งตรงข้ามของช่องทางเดิน เธอจึงผ่อนลมหายใจออกมาอย่างไม่มีสาเหตุ
ในที่สุดก็ถึงคิวซ่งเค่อหนิง เธอยื่นทะเบียนบ้านเข้าไปทางช่องหน้าต่าง
เจ้าหน้าที่รับไปพลิกดู แล้วเงยหน้าถามเธอ “บัตรประชาชนล่ะ?”
“ทำหายค่ะ ยังไม่มีเวลาไปทำใหม่”
เจ้าหน้าที่ก้มดูข้อมูลในทะเบียนบ้านอีกครั้ง ก่อนส่งกลับคืนให้ “เข้าไปได้”
ซ่งเค่อหนิงรับทะเบียนบ้านมา แล้วเดินผ่านประตูเล็กด้านข้างเข้าไปในห้องพักผู้โดยสาร
ลู่จืออวี้ยังยืนรอเธออยู่ที่เดิม พอเห็นเธอเข้ามา สายตาของเขาหยุดอยู่บนใบหน้าเธอครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้พูดอะไร ก่อนจะหันหลังเดินต่อไป
ห้องพักผู้โดยสารแออัดยิ่งกว่าโถงสถานี ที่นั่งถูกจับจองจนเต็มแล้ว ทั้งทางเดินและข้างเสาเต็มไปด้วยผู้คนที่นั่งหรือนอนอยู่
