“ฉันกลัวว่าถ้าเด็กไม่มีพ่อ ตั้งแต่เล็กก็จะถูกคนด่าว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ ซึ่งไม่ดีต่อการเติบโตของเด็ก” ซ่งเค่อหนิงพูด
ลู่จืออวี้ตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง ลูกไม่มีพ่อ
เขานึกถึงตอนเรียนหนังสือ ที่เคยทะเลาะกับเพื่อนร่วมชั้น แล้วผู้ปกครองของอีกฝ่ายก็ชี้หน้าด่าเขา “ไอ้ลูกไม่มีพ่อแม่ ไอ้เด็กไม่มีใครเอา พ่อแม่แกยังไม่ต้องการเลย!”
ลู่จืออวี้หลุบตาลง ซ่อนความรู้สึกที่วูบผ่านดวงตาไว้
เขาไม่พูดอะไรอีก เพียงยัดขนมปังแผ่นสุดท้ายในมือลงปาก แล้วค่อย ๆ เคี้ยว
ซ่งเค่อหนิงไม่รู้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ แค่รู้สึกว่าเขาจู่ ๆ ก็เงียบไป บรรยากาศเลยแปลก ๆ
เธออ้าปากเหมือนจะพูดอะไร แต่เสียงประกาศก็ดังขึ้นเสียก่อน
“ผู้โดยสารทุกท่าน รถไฟขบวนเคห้าสองเจ็ด ซึ่งออกจากซงเจียง นครเซี่ยงไฮ้ มุ่งหน้าไปยังไป๋อวิ๋น เมืองกว่างโจว กำลังเริ่มตรวจตั๋วแล้ว ขอเชิญผู้โดยสารที่จะเดินทางด้วยรถไฟขบวนนี้ไปตรวจตั๋วและขึ้นรถที่ประตูตรวจตั๋วหมายเลขสาม”
ซ่งเค่อหนิงลุกขึ้น “ตรวจตั๋วแล้ว ๆ รีบไปกัน!”
เธอรวบข้าวของใส่ถุงพลาสติกอย่างคล่องแคล่วอีกครั้ง ลู่จืออวี้ยกถุงพลาสติกทั้งสี่ใบไว้ในมือ แล้วเดินไปยังประตูตรวจตั๋ว
หน้าประตูตรวจตั๋วมีแถวยาวเหยียด ผู้คนค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปข้างหน้า
ซ่งเค่อหนิงกำสมุดทะเบียนบ้านในมือแน่น แล้วขยับตามแถวไปทีละนิด
ในที่สุดก็ถึงคิวพวกเขา หลังตรวจตั๋วเสร็จก็เดินไปตามทางเชื่อมมุ่งหน้าสู่ชานชาลา
ชานชาลาสว่างไสว รถไฟสีเขียวจอดนิ่งอยู่ข้างราง ตัวอักษรสีขาวคำว่า “ซงเจียง—ไป๋อวิ๋น” ที่พ่นอยู่บนตัวรถเริ่มลอกเป็นรอย
ซ่งเค่อหนิงเดินเข้าไปในตู้โดยสารของตัวเอง ตู้นอนเบียดเสียดกว่าที่คิด ทางเดินแคบจนผ่านได้ทีละคน สองข้างทางเป็นช่องนอนเล็ก ๆ เรียงซ้อนกันสามชั้น
ในอากาศปะปนไปด้วยกลิ่นสารพัด ทั้งกลิ่นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กลิ่นเท้าเหม็น กลิ่นบุหรี่ แล้วยังมีกลิ่นอับเก่า ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์ของรถไฟอีกด้วย
