เวลาอาหารกลางวันของวันถัดมา ตอนซ่งเค่อหนิงหิ้วปิ่นโตมาถึงฝ่ายเอกสาร ลู่จืออวี้ก็ยืนอยู่หน้าประตู ไม่ได้รอเธออยู่ในห้องเอกสารเหมือนทุกที
เธอยังไม่ทันยื่นปิ่นโตให้ เขาก็เอื้อมมือมารับแล้วหันหลังเดินจากไป
ฝีเท้าไม่เร็ว แผ่นหลังตั้งตรง เขาหาที่นั่งบนพาเลตไม้ข้างชานชาลาหมายเลขห้า ก่อนก้มหน้าถอดฝาปิ่นโต
ตลอดทั้งเช้าเขาไม่ส่งข้อความมาหาเธอสักข้อความ เมื่อคืนตอนนอนก็หันหลังให้เธอ
เช้านี้ตอนตื่นมาทำโจ๊ก เขาก็ไม่พูดอะไร พอโจ๊กเสร็จก็ตักใส่ชามตัวเองแล้วนั่งกินเงียบ ๆ ที่โต๊ะพับ กินเสร็จก็ออกไปทำงาน
ซ่งเค่อหนิงมองแผ่นหลังของเขาที่นั่งกินข้าวก้มหน้าก้มตาอยู่บนพาเลตตรงชานชาลาหมายเลขห้า
เธอถอนหายใจในใจ ผู้ชายคนนี้ยังงอนตุ๊บป่องอยู่อีก
เมื่อคืนเธอตื่นขึ้นมากลางดึก เห็นเขายังหันหลังให้ จึงยื่นมือไปจิ้มแผ่นหลังเขา แต่เขาไม่ขยับ
เช้านี้เธอตั้งใจทอดไข่ดาวเพิ่มอีกฟองใส่ชามให้เขา เขาก็กิน แต่ยังแทบไม่พูดอะไร
ตอนนี้ก็เหมือนกัน รับปิ่นโตไปแล้วก็หาที่นั่งกินคนเดียว ไม่ถามสักคำว่า “วันนี้ทำกับข้าวอะไร”
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นลู่จืออวี้งอนตุ๊บป่อง ก่อนหน้านี้โดนโจวอวี้ชิงใส่ร้ายจนล้มละลาย เขายังไม่เป็นแบบนี้เลย แต่คราวนี้กลับเป็นเพราะผมโดนตัดเสียทรง
ซ่งเค่อหนิงส่ายหน้าแล้วผลักประตูเข้าฝ่ายเอกสาร เห็นหยางหมิ่นกับหม่ามาเข่ออยู่ข้างในทั้งคู่
ปกติเวลานี้พวกเธอสองคนออกไปกินข้าวกลางวันกัน ยังไงก็ไม่กลับมาก่อนบ่ายโมง
แต่วันนี้ทั้งคู่กลับนั่งเคียงกันอยู่ที่โต๊ะทำงาน ตรงหน้ามีชานมคนละแก้ว เห็นได้ชัดว่ากำลังรอเธอ
“ปกติเวลานี้พวกเธอไม่ได้ออกไปกินข้าวกันเหรอ?” ซ่งเค่อหนิงวางถุงผ้าลงบนโต๊ะแล้วนั่งเปิดคอมพิวเตอร์
