“ฉันไปต้มบะหมี่ก่อน เธอแกะทุเรียนกินไปก่อนเลย” ลู่จืออวี้พูดพลางมองทุเรียนสองลูกนั้น
ซ่งเค่อหนิงเงยหน้า กะพริบตาปริบ ๆ “ได้สิ จะได้ดูด้วยว่าฝีมือทำอาหารของนายพัฒนาไปแค่ไหนแล้ว”
เธอวางทุเรียนลง แล้วลากรองเท้าแตะเดินไปหยุดพิงกรอบประตูห้องครัว
“ต้มบะหมี่เป็นเมนูที่ง่ายที่สุด จำไว้ว่าต้องทอดไข่ดาวก่อน แล้วค่อยเติมน้ำเดือดลงไป แบบนี้น้ำซุปถึงจะเข้มข้น”
“จากนั้นก็ใส่มะเขือเทศหั่นลงไปได้เลย คราวก่อนนายทอดไข่ตอนน้ำมันร้อนเกินไป คราวนี้ใช้ไฟอ่อนลงหน่อย รอให้ไข่ขาวเซ็ตตัวแล้วค่อยกลับด้าน ไข่แดงจะได้ไม่แตก”
“รู้แล้ว” ลู่จืออวี้เปิดตู้เย็น หยิบไข่สองฟองกับมะเขือเทศที่เหลือจากคราวก่อนออกมา
มะเขือเทศซื้อมาเมื่อวานซืน เขาล้างแล้ววางไว้บนเขียง ก่อนหยิบเส้นบะหมี่แห้งที่วางอยู่บนตู้เย็นลงมา
ซ่งเค่อหนิงไม่ยืนจ้องเขาอีก หันกลับไปจัดการทุเรียนสองลูก
เธอหยิบจานกระเบื้องใส่ผักมาสองใบ แล้วปูโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์กิจกรรมของซูเปอร์มาร์เก็ตที่ได้รับมาไว้บนพื้นสองแผ่น
พนักงานซูเปอร์มาร์เก็ตราคาประหยัดมักแจกโปสเตอร์ตามปากซอย เวลาเจอซ่งเค่อหนิง เธอก็มักรับไว้ดูว่ามีโปรโมชันอะไรบ้าง แถมเอากลับมาใช้รองโต๊ะได้ด้วย
เธอปูโปสเตอร์หลายแผ่นให้เรียบ แล้วใช้จานกระเบื้องทับมุมทั้งสองด้านไว้
ทุเรียนเริ่มปริแล้ว ถ้าแกะสองลูกพร้อมกันคงกินไม่หมด แต่ถ้าไม่แกะ พรุ่งนี้ก็จะสุกงอมเกินไป
เนื้อทุเรียนที่สุกเกินจะมีรสขม แถมมีกลิ่นเหล้าหมัก ๆ กินไม่อร่อยแล้ว
ซ่งเค่อหนิงนั่งยอง ๆ ใช้นิ้วเกี่ยวรอยแยกแล้วออกแรงง้างเปลือกทุเรียนก็แยกตามร่องธรรมชาติ เผยให้เห็นเนื้อสีเหลืองทองด้านใน
“ว้าว—” เธออดอุทานไม่ได้ “เนื้อแห้ง แถมมีชั้นครีมทุเรียนด้วย หอมจัง”
“ทุเรียนเนื้อแฉะกินไม่อร่อยเลย ความรู้สึกเปียก ๆ เละ ๆ แบบนั้นเหมือนอะไรสักอย่าง…”
“เนื้อแห้ง ผิวสัมผัสแห้งแน่น บีบแล้วเด้งดีจริง ๆ มิน่าถึงขายดีขนาดนี้ ส่งของเข้าร้านวันละเจ็ดแปดลังทุกวันเลย”
