ยามนี้เข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว อากาศหนาวเย็นลงทุกวัน คนเกียจคร้านยิ่งอยากซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่ม ไม่ยอมลุกจากเตียง
ทว่ากลิ่นหอมของอาหารลอยมาแตะปลายจมูก ชวนให้คนที่ยังนอนอุตุอยู่ลืมตาขึ้น
มู่หร่านนั่งงัวเงียอยู่บนเตียงตามกลิ่นอาหาร แล้วก็รู้ว่าอาหารเช้าเป็นโจ๊กเจ็ดสมบัติของโปรดนาง
นางพลันกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา รีบสวมเสื้อผ้า ใส่รองเท้าแล้วลงจากเตียง วิ่งออกจากห้อง ผ่านห้องโถง แล้วตรงเข้าไปในครัว
แสงอรุณสาดผ่านกรอบหน้าต่างครัวลงบนเสื้อคลุมสีเขียวเรียบของบุรุษ รัศมีโดดเด่นของเขาทำให้ดูราวกับมิใช่คนธรรมดา
ชายหนุ่มพับแขนเสื้อขึ้นถึงท่อนแขน เผยให้เห็นเชือกแดงที่ข้อมือ เขาหลุบตาลง มือจับช้อนกระเบื้องชิมรส แม้แต่ชายเสื้อที่ทิ้งตัวลงมาก็ยังขับให้รูปร่างของเขาดูสง่างามผึ่งผาย ทว่ากลับเพิ่มกลิ่นอายชีวิตสามัญขึ้นมาอีกหลายส่วน
ชางซูไป๋เติมน้ำตาลลงในโจ๊กอีกเล็กน้อย ได้ยินเสียงฝีเท้าย่องเบาราวกับขโมย เขาก็แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ไม่นานนัก คนผู้หนึ่งก็โผเข้ากอดเขาจากด้านหลังตามคาด
มู่หร่านชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลังเขา “ท่านออกไปทำงานกลางดึก เหน็ดเหนื่อยไม่น้อยเลยนี่นา ตกลงกันแล้วว่าวันนี้ข้าจะทำอาหารเช้าให้ท่าน”
ชางซูไป๋หันมามอง “ถ้าอย่างนั้น ข้าคงต้องกินอาหารเช้ารวมกับมื้อกลางวันแล้ว”
เขากำลังเยาะว่านางตื่นสายสินะ
มู่หร่านแนบแก้มกับแผ่นหลังเขา พึมพำอย่างไม่ยอมแพ้ “ที่จริงข้าตื่นตั้งนานแล้ว แค่เห็นท่านลุกแต่เช้า ข้าถึงได้นอนต่อแทนท่านอีกหน่อย”
“อย่างนั้นเดี๋ยวเจ้าจะกินแทนข้าเพิ่มอีกหน่อยด้วยหรือไม่?”
มู่หร่านเงยหน้าขึ้นหัวเราะ “ใช่ว่าจะไม่ได้เสียหน่อย”
ชางซูไป๋กุมมือนาง แววตาอ่อนโยน “ไปล้างหน้าล้างตาเถิด โจ๊กใกล้เสร็จแล้ว”
มู่หร่านพยักหน้าอย่างว่าง่าย นางไปล้างหน้าล้างตา จากนั้นก็มานั่งหน้ากระจกแต่งหน้า หวีผมไปพลาง
คนในกระจกยังมีแววตาชุ่มฉ่ำหลังเพิ่งตื่น ดวงตาเป็นประกายราวกับมีแสงอยู่ภายใน ผมดำขลับถักเป็นเปียสวยงามด้วยเชือกผูกผมสีเขียว เข้ากับกระโปรงหรูฉวินสีเขียวอ่อนที่นางสวมวันนี้พอดี
ชางซูไป๋ถือชามโจ๊กเดินผ่านประตู เหลือบเห็นนางกำลังจัดปอยผมที่หลุดลุ่ยในกระจก จึงวางชามลงแล้วเดินเข้ามา ยกมือทัดปอยผมที่ข้างแก้มนางไว้หลังใบหูอย่างแผ่วเบา ปลายนิ้วเฉียดใบหูของนางโดยไม่ตั้งใจ “มัวชักช้า ประเดี๋ยวโจ๊กก็เย็นหมดหรอก”
ในกระจก คิ้วตาของเขาโค้งอ่อนโยน แม้แต่ชายเสื้อสีเขียวที่กวาดผ่านพนักเก้าอี้ของนางก็ยังดูอบอุ่น
มู่หร่านปักปิ่นดอกไข่มุกลงบนผมเป็นอย่างสุดท้าย แล้วเดินตามเขาออกจากห้องอย่างเบิกบาน
แต่นางอยู่นิ่งไม่เป็นพอดีกับวันนี้ที่แดดดี หลังชางซูไป๋เก็บครัวเสร็จแล้วเดินออกมา ก็เห็นว่ามู่หร่านถือชามเดินออกจากบ้านไปแล้ว นางกำลังไปฟังป้าข้างบ้านในหมู่บ้านเดียวกันพูดคุยกัน
ป้าข้างบ้านแซ่หวัง ทุกคนเรียกนางว่าป้าหวัง ปกตินางรับงานซักผ้ามาทำ บางครั้งทำไม่ทัน ก็แบ่งงานในมือให้ป้าคนอื่นช่วย บ้านของนางจึงเรียกได้ว่าเป็นแหล่งข่าวลือขนาดย่อม
ป้าหวังพูดเสียงลึกลับ “นี่ พวกเจ้าได้ยินหรือยัง? สองผัวเมียบ้านหลี่ตรงหัวหมู่บ้านทะเลาะกันเสียงดังลั่นเมื่อคืนก่อน”
ป้าคนอื่น ๆ ทำงานไปพลาง ถามด้วยความอยากรู้ไปพลาง “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
มู่หร่านนั่งอยู่บนม้านั่งตัวเล็ก พยักหน้าตาม “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
ป้าหวังลดเสียงลง “ก็เรื่องที่เมียบ้านหลี่ตั้งครรภ์น่ะสิ”
“ตั้งครรภ์เป็นเรื่องดีออก”
มู่หร่านกล่าวตาม “ใช่แล้ว เป็นเรื่องดีออก”
ป้าหวังเหลือบมองคนอื่น ๆ “แต่ปัญหาคือหลี่เอ้อร์โก่วออกจากบ้านไปขายของได้สามเดือนแล้ว เมียเขากลับตั้งครรภ์ได้หนึ่งเดือน”
“โอ๊ย บาปกรรมจริง ๆ!”
มู่หร่านใช้ช้อนตักโจ๊กขึ้นมาชิม เคี้ยวเม็ดบัวในโจ๊กอย่างเอร็ดอร่อย “บาปกรรมเหลือเกิน”
ป้าคนหนึ่งพูดขึ้น “ทุกครั้งที่ข้าเดินผ่านหัวหมู่บ้าน สุนัขที่บ้านเขาเลี้ยงไว้ต้องเห่าใส่ข้าสองสามที แต่พอพ่อค้าหมูฟ่านเดินผ่าน สุนัขกลับไม่ส่งเสียงสักแอะ พ่อค้าหมูฟ่านกับสุนัขบ้านหลี่สนิทสนมกันถึงเพียงนี้ ต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่!”
“ใช่แล้ว พอเจ้าพูดเช่นนี้ คนที่สวมหมวกเขียวให้หลี่เอ้อร์โก่ว อาจเป็นพ่อค้าหมูฟ่านจริง ๆ ก็ได้!”
“หลี่เอ้อร์โก่วร้องไห้ฟูมฟาย บอกว่าจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตายด้วยนะ”
“เขาเป็นคนซื่อ ๆ ไม่เห็นต้องทำอะไรสุดโต่งถึงเพียงนั้นเลย!”
มู่หร่านกลืนโจ๊กลงคอ แล้วคล้อยตาม “นั่นสิ เด็กแม้ไม่ใช่ลูกเขา แต่เมียก็เป็นเมียเขาอยู่ดี”
บรรดาป้าพร้อมใจกันหันมามองมู่หร่าน สีหน้าดูประหลาดอยู่บ้าง
พวกนางเป็นกลุ่มสตรีที่มารวมตัวกันพูดเรื่องชาวบ้าน สะใภ้สาวในหมู่บ้านเห็นพวกนางทีไรก็รู้สึกขนลุกทุกที แต่มู่หร่านกลับแตกต่างออกไป นางชอบเข้ามาร่วมวงสนุกกับพวกนางทุกครั้ง
แต่มู่หร่านมีข้อดีอยู่ข้อหนึ่ง นั่นคือนางให้ความร่วมมือดีมาก ไม่ว่าจะมีอะไรจะพูดหรือไม่ก็รับคำต่อได้เสมอ ไม่เคยปล่อยให้วงสนทนาเงียบเหงา พวกนางจึงค่อนข้างชอบสะใภ้สาวคนนี้
ป้าหวังเตือนด้วยความหวังดี “เสี่ยวหร่าน เจ้าไปทำงานที่ตัวเมืองอยู่บ่อย ๆ ใช่หรือไม่? แล้วสามีเจ้าก็ต้องไปทำงานที่โรงหมอในตัวเมืองทุกวัน พวกเจ้าระวังตัวหน่อยนะ ข้าได้ยินสามีข้าบอกว่ามีผู้บำเพ็ญมารฆ่าคนไปทั่ว ตอนนี้ในเมืองถึงกับเข้มงวดเรื่องการเข้าออกแล้ว”
สีหน้ามู่หร่านเปลี่ยนไป “น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียว!”
หากกล่าวอย่างเคร่งครัด ในโลกบำเพ็ญเซียน ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอเป็นเรื่องปกติ ในมือของผู้คนล้วนไม่สะอาดนักเพื่อให้ตนแข็งแกร่งยิ่งขึ้น วิถีบำเพ็ญมีนับพันสาย ในนั้นยังมีผู้ใช้ “การเข่นฆ่า” บำเพ็ญเต๋า การฆ่าคนชิงสมบัติเกิดขึ้นมากมาย คนเช่นนี้จึงถูกเรียกว่าผู้บำเพ็ญมาร
มู่หร่านมีพลังบำเพ็ญอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก หลังออกจากตระกูล นางกับชางซูไป๋ซึ่งมีพลังบำเพ็ญไม่สูงส่งเช่นกัน จึงเลือกหมู่บ้านเล็ก ๆ อันห่างไกลจากข้อพิพาทมาตั้งถิ่นฐาน
ป้าหวังกล่าว “ข้าว่านะ พวกเจ้าเลิกทำงานในตัวเมืองเสียเถิด”
ป้าอีกคนพูดขึ้น “เจ้ามาเตือนเสี่ยวหร่านไม่ให้ไปตัวเมือง แล้วสามีเจ้าไม่ใช่วิ่งงานอยู่ในตัวเมืองหรือ?”
ป้าหวังโบกมือ พูดอย่างจนใจ “หากไม่ใช่เพราะหลายปีก่อนครอบครัวเราติดหนี้เพื่อรักษาโรคให้ข้า ข้าก็ไม่อยากให้เขาไปวิ่งงานในตัวเมืองหรอก กินอาหารเรียบง่ายทุกวันก็ดีอยู่แล้ว”
มู่หร่านดื่มโจ๊กหมดชามแล้ว ตอนนางกำลังจะกลับ ป้าหวังก็ดึงนางไว้ พูดกับนางเบา ๆ ตามลำพังว่า
“ข้าได้ยินสามีข้าบอกว่า เฉินหยวนไว่ในตัวเมืองยังจงใจสืบถามด้วยว่าคุณชายที่โรงหมอมีครอบครัวแล้วหรือยัง เจ้าต้องใส่ใจให้มากนะ สามีเจ้าหน้าตาชวนให้คนหลงใหลถึงเพียงนั้น ระวังคนอื่นแย่งเขาไปล่ะ”
มู่หร่านไม่เคยได้ยินชางซูไป๋พูดถึงเฉินหยวนไว่เลย นางพยักหน้า กล่าวขอบคุณป้าหวัง แล้วถือชามเปล่าวิ่งกลับไปอย่างกระฉับกระเฉง
ป้าคนหนึ่งถอนใจ “เด็กสาวคนนี้ช่างโชคดีจริง ๆ เสื้อผ้าก็มีคนส่งให้ อาหารก็มีคนยกมาให้ ข้าล่ะอยากมีโชคดีอย่างนางบ้าง ได้สามีที่เอาใจใส่เช่นนี้”
ป้าหวังหัวเราะเยาะ “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ต้องสวยเหมือนเด็กสาวคนนี้ก่อนสิ”
มู่หร่านเดินผ่านประตูรั้วที่สร้างจากไม้ไผ่ พอใกล้ประตูห้องโถง นางก็หยุดฝีเท้า
ชางซูไป๋กำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ในห้องโถง ท่วงท่านั่งสง่างามแต่ไม่เกร็ง ชายเสื้อสีเขียวเรียบทอดลงข้างเก้าอี้ ยิ่งขับให้ชามโจ๊กกระเบื้องขาวที่ปลายนิ้วเขาถืออยู่ดูนุ่มนวลละมุนตา
แสงอรุณตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเขา ทว่ากลับดูราวกับถูกความห่างเหินบางเบาชั้นหนึ่งกั้นเอาไว้ แม้แต่ท่าทางตอนดื่มโจ๊กก็ยังงดงามจนผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้โดยง่าย
แต่เมื่อเขาเงยหน้าขึ้น ในดวงตาสีดำสะท้อนเงาของนาง หางตาก็โค้งขึ้นเล็กน้อย ความห่างเหินพลันแปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยน
มู่หร่านยืนอยู่หน้าประตู เดินไปทางซ้ายทีขวาที ส่ายศีรษะไปมา บางครั้งก็ลูบคาง ขมวดคิ้ว แล้วจ้องมองเขาไม่วางตา
ชางซูไป๋ถามเสียงเบา “กำลังทำอะไรอยู่หรือ?”
มู่หร่านทำหน้าขึงขัง “อย่ามากวน ข้ากำลังคิดอย่างจริงจัง”
ชางซูไป๋วางชามในมือลง แล้วไม่พูดอะไรอีกจริง ๆ เพียงปล่อยสีหน้าให้ผ่อนคลาย ยอมให้นางพินิจมองตามใจ
ผ่านไปครู่ใหญ่ ในที่สุดมู่หร่านก็แน่ใจในบางอย่าง นางกล่าวว่า “สามีข้าหน้าตาดีจริง ๆ!”
แววตาชางซูไป๋ไหววูบ ก่อนยื่นมือมาหานาง
มู่หร่านก้าวขึ้นบันไดอย่างรวดเร็ว เข้าไปในประตูใหญ่และมาหยุดตรงหน้าเขา เมื่อเขากุมมือนางไว้ ชามเปล่าในมืออีกข้างก็ถูกเขารับไปวางลง ขณะเดียวกันเขาก็ดึงนางให้นั่งลงข้างกาย
เขาไม่พูดอะไร เพียงยกมือแตะเชือกผูกผมสีเขียวของนางเบา ๆ แล้วจัดปอยผมข้างใบหูที่ยุ่งเหยิงจากการวิ่งให้เข้าที่ ปลายนิ้วหยุดค้างอยู่บนใบหูนาง ไม่ยอมผละไป
“จิ่นจือ จั๊กจี้”
นางทนไม่ไหว อยากหลบไปด้านข้าง แต่ไม่รู้ว่าเขาออกแรงอย่างไร นางไม่รู้สึกเจ็บ ทว่ากลับดิ้นหลุดจากอ้อมแขนเขาไม่ได้ ทำได้เพียงถูกกักอยู่ในพื้นที่เล็ก ๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของเขา
เขาถาม “อิ่มหรือยัง?”
มู่หร่านส่ายหน้า “ข้าดื่มโจ๊กไปแค่ชามเดียว อิ่มเพียงสามส่วนเอง ข้าจะดื่มอีกชาม”
“ไม่ต้องรีบ”
มู่หร่านเอียงศีรษะ “เหตุใดจึงไม่รีบ?”
มือคู่หนึ่งโอบเอวนางไว้ ทันใดนั้นร่างของนางก็ลอยขึ้นจากพื้น ด้วยความตกใจ นางรีบใช้ทั้งมือและเท้าเกี่ยวรัดตัวเขาไว้ ประหนึ่งหมีโคอาลาที่เกาะอาศัยเขา
ชางซูไป๋ใช้มือข้างหนึ่งรองสะโพกนาง หมุนกายกลับอย่างสบาย ๆ ลูบผมด้านหลังศีรษะนาง แล้วจุมพิตมุมปาก “พวกเราไปทำเรื่องอื่นก่อน เที่ยงวันข้าจะทำของอร่อยให้เจ้ากิน”
ทั้งสองเข้าไปในห้องนอน สายลมพัดมา ประตูใหญ่ปิดลง กั้นแสงอรุณไว้ด้านนอก
ไม่นานนัก เสียงพูดคุยแผ่วเบาก็ดังสะท้อนในห้องสลัว
“ท่านจะทำอะไรอร่อย ๆ ให้ข้ากินหรือ?”
“เจ้าอยากกินอะไร?”
“ข้าได้ยินมาว่า...ได้ยินมาว่าเนื้อคลุกแปดสีอร่อยมาก ผู้บำเพ็ญเซียนชั้นยอดมากมายยังไม่แน่ว่าจะได้กิน โดยเฉพาะวัตถุดิบอย่างหนึ่งในนั้น ต้องใช้เนื้อสัตว์เพลิงเกล็ดกิเลน หายากและอันตรายมาก”
“ได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปยกทั้งรังของสัตว์เพลิงเกล็ดกิเลนมา”
“ท่านพูดเก่งเสียจริง...” เสียงของนางพลันแปรเปลี่ยน “จิ่นจือ!”
“หืม?”
“เบา...เบาหน่อย!”
“เมื่อครู่เพิ่งอิ่มเจ็ดส่วน จะเบาได้อย่างไร”
“...”
