เมื่อคืนวาน ชางซูไป๋ไปเก็บสมุนไพรบนเขากับหมอหู ดังนั้นวันรุ่งขึ้นเขาจึงไปทำงานที่โรงหมอในเมืองได้หลังเที่ยง
เช่นเคย เขากินมื้อกลางวันกับมู่หร่าน เก็บถ้วยชามเรียบร้อยแล้วก็เตรียมออกจากบ้าน
เมื่อถึงหน้าประตูใหญ่ เขาหันกลับมา
มู่หร่านกินอิ่มดื่มเต็มที่แล้ว นั่งอยู่บนเก้าอี้ มือทั้งสองวางบนโต๊ะประคองคาง ดวงตาปิดสนิท ศีรษะโงนเงนไปมา ท่าทางง่วงงุนใกล้หลับ สบายอารมณ์เป็นอย่างยิ่ง
ชางซูไป๋เอ่ยว่า “ข้าจะออกไปแล้ว”
มู่หร่านลืมตาขึ้นเพียงนิด “อ้อ ไปเถอะ”
ชางซูไป๋หันกลับไป ก่อนจะเอ่ยอีกครั้งว่า “หร่านหร่าน”
“หืม?”
“ข้าจะออกไปแล้ว”
มู่หร่านมองเขาอย่างเหม่อลอยอยู่ครู่หนึ่ง จู่ ๆ ก็นึกขึ้นได้ รีบลุกจากเก้าอี้แล้วพุ่งเข้าไปกอดเขา ตบแผ่นหลังเบา ๆ
“จิ่นจือ ออกไปข้างนอกระวังตัวด้วยนะ ข้าจะรอเจ้ากลับบ้าน”
ชางซูไป๋ก้มลง วางปลายคางบนกระหม่อมของนาง ปลายนิ้วแตะสายคาดผมสีเขียวของนางเบา ๆ มุมปากขยับเล็กน้อย “รอข้ากลับมาทำมื้อเย็นด้วย”
มู่หร่านตอบรับอย่างว่าง่าย “อื้ม ๆ” จากนั้นเขย่งปลายเท้าหอมปลายคางเขาทีหนึ่ง “รีบไปเถอะ อย่าไปสายล่ะ ไม่อย่างนั้นเถ้าแก่จะหักค่าแรงเจ้าอีก”
เขาลูบกระหม่อมของนาง พลางหัวเราะเบา ๆ
หลังชางซูไป๋ออกจากบ้านไปได้ไม่นาน มู่หร่านก็จัดการเตรียมตัวอย่างลวก ๆ แล้วรีบออกจากบ้านเช่นกัน
ป้าหวังกำลังตากผ้าอยู่ พอเห็นมู่หร่านออกมาจากลานบ้านข้าง ๆ ก็เอ่ยว่า “เสี่ยวหร่าน วันนี้จะเข้าเมืองไปทำงานอีกแล้วหรือ?”
มู่หร่านพยักหน้า พลางเขย่ากล่องเครื่องมือที่สะพายอยู่บนไหล่ซ้าย “ข้ารับปากเถ้าแก่โรงงานไว้แล้วว่าวันนี้จะไปช่วยงาน”
ป้าหวังเอ่ยว่า “สามีเจ้าก็หาเงินได้ไม่น้อย เหตุใดต้องเข้าเมืองไปเหนื่อยอยู่เรื่อย?”
“ป้าหวังก็พูดเองไม่ใช่หรือว่าช่วงนี้ไม่ค่อยสงบ ข้าอยากหาเงินเพิ่มอีกหน่อย แล้วค่อยหาโอกาสคุยกับจิ่นจือให้เลิกงานในเมือง อ้อ ป้าหวัง ช่วยข้า...”
ป้าหวังกล่าวแทรก “ข้ารู้แล้ว ข้าจะทำเป็นไม่เห็น ไม่ไปบอกเจ้าคนนั้นที่บ้านหรอก”
มู่หร่านยิ้มกว้าง โบกมือให้ “ขอบคุณนะป้าหวัง ข้าไปแล้ว!”
ป้าหวังมองตามแผ่นหลังของมู่หร่าน พลางยิ้มถอนใจ “สองคนนี้เหมือนคู่สวรรค์สร้างจริง ๆ รักใคร่กันดีเหลือเกิน”
หากเป็นเมื่อก่อน เวลามู่หร่านต้องไปยังที่ไกล ๆ นางเพียงใช้ยันต์เหินเวหาก็ไปถึงจุดหมายได้อย่างรวดเร็ว ทว่าตอนนี้ต้องประหยัดเงิน ยันต์อะไรพวกนั้นนางไม่เต็มใจซื้อ
นางเดินอยู่กว่าครึ่งชั่วยามก็มาถึงในเมือง ที่นี่ผู้คนเดินขวักไขว่คึกคักยิ่งนัก
เรื่องที่ป้าหวังพูดว่าช่วงนี้ผู้บำเพ็ญมารเข่นฆ่าผู้คนยิ่งกำเริบขึ้น อาจไม่ใช่เรื่องแต่ง อย่างน้อยนางก็เห็นผู้บำเพ็ญบนถนนมากกว่าแต่ก่อนหลายเท่า บรรยากาศตึงเครียดราวกับพายุใหญ่กำลังจะมาเยือน
มู่หร่านละสายตาจากการสำรวจรอบด้าน แล้วเดินเข้าโรงงานสกุลซ่ง
เถ้าแก่ซ่งอายุเกินห้าสิบปีแล้ว แต่ยังดูกระปรี้กระเปร่า เดิมทีเขาฟุบอยู่บนเคาน์เตอร์อย่างเบื่อหน่าย พลางเขี่ยลูกคิดไปมา พอเห็นมู่หร่าน ดวงตาก็เป็นประกาย “โอ้ คุณหนูมู่ ในที่สุดเจ้าก็มาสักที!”
พอดีมีลูกค้าเดินเล่นไปเรื่อยอยู่ในร้านสองคน พอได้ยินคำว่า “คุณหนูมู่” ก็หันมามองพร้อมกัน
มู่หร่านรีบกล่าวว่า “ข้าเป็นแค่หญิงชาวบ้าน เถ้าแก่ซ่งอย่าเรียกข้าแบบนี้ทุกครั้งเลย ข้ารับไม่ไหวหรอก!”
ชายสองคนที่เดินทางมาด้วยกันมองหน้ากัน แล้วกระซิบ
“ข้านึกว่าเป็นคุณหนูใหญ่แห่งภูเขาปี้อวิ๋นเสียอีก”
“คุณหนูใหญ่ผู้นั้นปฏิเสธการแต่งงานกับนายน้อยแห่งวังอู๋อวี้เมื่อสามปีก่อน จึงถูกภูเขาปี้อวิ๋นทำลายพลังบำเพ็ญ ขับออกจากสำนักและไล่ลงจากเขาไปแล้ว หากตอนนี้ยังมีชีวิตอยู่ ไม่รู้ว่าจะตกอับเพียงใด”
“นั่นสินะ ได้ยินว่าภายหลังคุณหนูรองสกุลมู่แต่งแทนนางไปแล้ว หากนางรู้ว่านายน้อยแห่งวังอู๋อวี้ที่เคยหมดสติจนกลายเป็นคนไร้ค่า ฟื้นขึ้นมาแล้วยังได้รับสืบทอดตำแหน่งประมุขวัง คงเสียใจแทบตายกระมัง”
เมื่อหลุดพ้นจากตระกูลมู่บนภูเขาปี้อวิ๋นแล้ว สตรีตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งจะใช้ชีวิตได้ดีในโลกที่ผู้แข็งแกร่งกลืนกินผู้อ่อนแอเช่นนี้ได้อย่างไร
สตรีที่กำลังแกะสลักไม้อยู่ในโรงงานตรงหน้า กลับงดงามเจิดจ้า แม้กำลังทำงาน แต่ผิวพรรณบอบบางนวลเนียน เพียงมองก็รู้ว่าได้รับการเลี้ยงดูอย่างดี ไม่เคยผ่านความลำบากใด ๆ
นางจะเป็นคุณหนูใหญ่สกุลมู่ที่ถูกขับออกจากตระกูล ไม่รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ และกำลังวิงวอนอย่างน่าเวทนาผู้นั้นได้อย่างไร?
ผู้บำเพ็ญสองคนนี้แต่งกายไม่ธรรมดา ทั้งยังดูแปลกหน้า คิดว่าคงมาจากต่างถิ่น และอาจสังกัดสำนักมีชื่อเสียงสักแห่ง
โดยปกติผู้บำเพ็ญเช่นนี้มักหยิ่งทะนง ไม่ชายตามองสิ่งของจากเมืองเล็ก ๆ เหล่านี้ด้วยซ้ำ
เถ้าแก่ซ่งเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะซื้อของ จึงคุยกับมู่หร่านที่นั่งแกะสลักไม้อยู่ข้างโต๊ะทำงานไปเรื่อย ๆ
“กระจกบานนั้นที่เจ้าทำคราวก่อน พวกสาว ๆ ในเมืองชอบกันมาก พอส่องกระจกก็ทำให้...งาม...งาม...”
มู่หร่านเอ่ยว่า “เสริมความงาม”
“ใช่ ๆ ก็คือเสริมความงามนี่แหละ” เถ้าแก่ซ่งส่งเสียงประหลาดใจ “ไม่รู้จริง ๆ ว่าเจ้าเอาความคิดมากมายพวกนี้มาจากไหน ถึงทำของแปลกพิสดารออกมาได้ตั้งหลายอย่าง อ้อ คุณหนูบ้านท่านเฉินยังบอกว่าจะสั่งกระจกเป็นชุดไว้ส่งให้คนอื่นด้วย”
มู่หร่านพยักหน้า “ถ้าค่าแรงพอ กระจกกี่บานข้าก็ทำได้”
เถ้าแก่ซ่งยิ้มออกมา “ท่านหมอชางซูมีภรรยาที่ทั้งฉลาดและช่างฝีมือเช่นเจ้า นับว่ามีวาสนาดีจริง ๆ”
มู่หร่านยิ้ม “ข้าก็คิดเหมือนกันที่ได้สามีดีเช่นนี้ นับเป็นวาสนาของข้าเช่นกัน”
พูดไปแล้ว เรื่องที่มู่หร่านกับชางซูไป๋พบกันก็ไม่ได้มีเรื่องราวสะเทือนฟ้าสะเทือนดินอะไร
ตอนนั้นนางต้องหาที่พักอาศัย ไม่อยากเป็นที่สนใจ ทั้งยังต้องประหยัดศิลาวิญญาณ จึงเช่าลานเล็ก ๆ แถบชานเมืองที่ผู้คนไม่พลุกพล่าน
เวลานั้นชางซูไป๋อาศัยอยู่ตรงข้ามนาง แม้จะเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่เวลาผ่านไปกว่าครึ่งปี ทั้งสองก็เพียงเห็นหน้ากันแวบ ๆ ยามออกจากบ้านเป็นครั้งคราว นับเป็นแค่คนรู้จักที่พยักหน้าทักทายกัน โดยไม่รู้แม้กระทั่งชื่อของอีกฝ่าย
วาสนาของทั้งสองเริ่มต้นขึ้นจริง ๆ ในคืนที่ฝนตกหนัก
หลังคาบ้านมู่หร่านรั่วอย่างหนัก จนแทบทุกห้องถูกน้ำท่วม นางเสียดายเฟอร์นิเจอร์ของตัวเอง จึงจำต้องกางร่มไปเคาะประตูบ้านฝั่งตรงข้าม
ประตูใหญ่เปิดออก ชายหนุ่มในชุดสีเขียวครามปล่อยผมดำสยาย “มีธุระหรือ?”
หยาดฝนที่เกาะตามเนื้อผ้าสีเขียวครามไหลลงมาตามรอยพับของอาภรณ์ ยิ่งขับให้เขาดูสะอาดบริสุทธิ์กว่าสายฝนที่ห้อยพราวจากชายคา
นางเปียกโชกไปทั้งตัว ดูน่าเวทนาอย่างยิ่ง รวบรวมความกล้าแล้วเอ่ยถามเสียงเบา “หลังคาบ้านข้ารั่ว ต้องซ่อมแซม ไม่ทราบว่าที่บ้านท่านมีบันไดหรือไม่?”
ชายหนุ่มพยักหน้า “มี”
ดวงตานางเป็นประกาย “ข้าขอยืมใช้ได้หรือไม่?”
เขาตอบว่า “บันไดอยู่ในห้องเก็บฟืน ข้าจะไปยกมาให้”
ชายหนุ่มชุดเขียวครามยืนอยู่ใต้ชายคา ทันใดนั้นก็หันกลับมามองอีกครั้ง
ร่มในมือนางถูกลมพัดจนเอียงเล็กน้อย ไหล่ข้างหนึ่งเปียกชุ่มไปนานแล้ว อาภรณ์สีอ่อนแนบลำตัว ยิ่งขับให้ร่างของนางดูบอบบาง
ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา นางเงยหน้าขึ้นมอง เส้นผมที่เปียกฝนหลายปอยแนบอยู่บนแก้มขาวผ่อง หยาดฝนยังพร่ามัวดวงตาดำขลับของนาง
ภายหลังเขาเอ่ยว่า “ข้าช่วยเจ้าเอง”
ในคืนฝนพรำนั้น ทั้งสองบอกชื่อของตนให้กันและกันรู้ หลังจากนั้นก็คุ้นเคยกันมากขึ้นเรื่อย ๆ อีกครึ่งปีต่อมา การแต่งงานของทั้งสองจึงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมดา
