มู่หร่านก้มหน้าตั้งใจทำงานของตน ไม่นานนัก เศษไม้ในมือก็กลายเป็นไก่ไม้ตัวน้อย อ้วนป้อมน่ารัก ทว่าหลังใส่หินวิญญาณเม็ดเล็กเข้าไป มันกลับกระพือปีกบินขึ้นมาได้
เถ้าแก่ซ่งรีบเข้ามาใกล้ “คราวนี้เจ้ากำลังประดิษฐ์ของแปลกใหม่อะไรอีกหรือ?”
มู่หร่านยื่นมือออกไป “เถ้าแก่ซ่ง ขอเส้นผมของท่านสักเส้นสิ”
เถ้าแก่ซ่งถอนผมออกมาหนึ่งเส้นอย่างไม่หวงแหน
มู่หร่านหันไปพูดกับไก่ไม้ตัวน้อยว่า “ช่วยส่งข้อความให้ข้าที บอกเถ้าแก่ซ่งว่าถึงเวลาจ่ายค่าแรงให้ข้าแล้ว”
อกของไก่ไม้เปิดออกเป็นรอยแยก มู่หร่านนำเส้นผมไปจ่อไว้ตรงนั้น เส้นผมถูกดูดเข้าไป ก่อนช่องแคบจะปิดลง
ไก่ไม้กระพือปีกบินไปอยู่ตรงหน้าเถ้าแก่ซ่ง จะงอยปากไม้ขยับขึ้นลง เปล่งเสียงเด็กสาวออกมา “เถ้าแก่ซ่ง ถึงเวลาจ่ายค่าแรงให้ข้าแล้ว”
สีหน้าของเถ้าแก่ซ่งฉายแววตื่นเต้น เขาเดินวนรอบไก่ไม้ตัวน้อยซ้ายทีขวาที “ยอดเยี่ยม ยอดเยี่ยม! ตั้งชื่อให้มันแล้วหรือยัง?”
“มันใช้เส้นผมเพียงเส้นเดียวตามหาตัวคนได้ ทั้งยังช่วยส่งข้อความแทนได้ด้วย ข้าจึงเรียกมันว่าไก่สื่อสาร”
“ไก่สื่อสาร... ชื่อดี ช่างเป็นชื่อที่ดีจริง ๆ!”
ผู้บำเพ็ญสองคนที่อยู่ข้าง ๆ สังเกตเห็นเหตุการณ์ทางนี้มานานแล้ว พวกเขาเดินเข้ามาพร้อมกล่าวอย่างสนใจว่า “ไก่สื่อสารตัวนี้ขายอย่างไร? พวกเราซื้อ”
ของสิ่งนี้แม้ไม่ใช่ของวิเศษ แต่ความน่าสนใจของมันอยู่ที่การใช้งาน จะซื้อไปมอบให้ผู้มีอำนาจเบื้องบนเพื่อเอาใจพวกเขาก็นับว่าเหมาะดี
มู่หร่านไม่ถนัดเจรจาค้าขาย เถ้าแก่ซ่งส่งสายตาให้ นางจึงนั่งลงแล้วแกะสลักไม้ชิ้นอื่นต่อ ราวกับไม่รับรู้เรื่องราวรอบตัว
เถ้าแก่ซ่งยิ้มกล่าว “แขกทั้งสองก็คงเห็นแล้วว่าเจ้านกสื่อสารตัวนี้ทำขึ้นไม่ง่าย เกรงว่าทั่วหล้านี้คงมีเพียงช่างฝีมือของพวกเราที่สร้างมันได้ แต่วันนี้พวกเราได้พบกันนับว่ามีวาสนา เพื่อเห็นแก่วาสนานี้ ข้าย่อมไม่เรียกราคาเกินควร เอาอย่างนี้แล้วกัน แค่หินวิญญาณ 100 ก้อน”
ผู้บำเพ็ญทั้งสองอุทานด้วยความประหลาดใจ “หินวิญญาณ 100 ก้อน!?”
แม้แต่มู่หร่านที่กำลังแกะสลักของอยู่ยังสะดุ้งกับตัวเลขนี้
หินวิญญาณ 100 ก้อน นับเป็นค่าใช้จ่ายครึ่งปีของชาวบ้านธรรมดาเลยทีเดียว
นางเช็ดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก พลางคิดในใจว่าเถ้าแก่ซ่งช่างกล้าพูดจริง ๆ
ทว่าผ่านไปเพียงเวลาหนึ่งถ้วยชา การค้าครั้งนี้กลับสำเร็จลุล่วงจริง ๆ
ไก่สื่อสารหนึ่งตัวขายได้ในราคาหินวิญญาณ 90 ก้อน ผู้บำเพ็ญเหล่านั้นแต่งกายไม่ธรรมดา หากกัดฟันสักหน่อยก็ย่อมควักเงินออกมาได้ คนเบื้องบนเคยเห็นของดีมามากมาย แต่ของแปลกใหม่กลับมีให้เห็นน้อย ซื้อไปแล้วบางทีอาจไม่ขาดทุนก็ได้
“ก่อนหน้านี้พวกเราตกลงแบ่งกำไรกันสามต่อเจ็ด นี่ส่วนของเจ้า” เถ้าแก่ซ่งส่งหินวิญญาณ 63 ก้อนให้มู่หร่าน ก่อนกล่าวต่อว่า “ต่อไปมีของดีอะไรอีกก็เอามาวางขายที่ร้านข้าได้เลย”
มู่หร่านรีบกลับบ้าน จึงเก็บเงินไว้ให้เรียบร้อย “รู้แล้ว ข้ากลับก่อนนะ”
เถ้าแก่ซ่งมองแผ่นหลังของนางที่วิ่งออกจากประตูไป “พรุ่งนี้เจ้าจะมาอีกหรือไม่?”
“แล้วแต่สถานการณ์!”
ไม่นานนัก นางก็วิ่งหายลับไปจากสายตา
เวลานี้ฟ้ายังไม่มืด เหล่าพ่อค้าแม่ขายยังตั้งแผงกันอยู่ มู่หร่านซื้อเนื้อแห้งมาหนึ่งห่อ แล้วยังซื้อขนมถั่วเขียวที่ชางซูไป๋ชอบกิน ก่อนเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึงทางเดินเล็กใต้ร่มไม้ กลับมีสุนัขดุร้ายตัวหนึ่งขวางทางอยู่เบื้องหน้า
มู่หร่านมองแวบเดียวก็รู้ว่านี่ไม่ใช่สุนัขธรรมดา แต่เป็นสัตว์เลี้ยงวิญญาณที่มีคนเลี้ยงไว้
มันคงหิวจัด บัดนี้จึงจ้องมองมู่หร่าน น้ำลายไหลย้อยจากปาก
มู่หร่านค่อย ๆ ถอยหลังไปสองก้าว
สุนัขดุร้ายร่างมหึมาตัวนั้นก็ขยับเข้ามาใกล้สองก้าวเช่นกัน
มู่หร่านกลืนน้ำลายอย่างประหม่า ก่อนจะโยนเนื้อแห้งในมือไปด้านข้างอย่างฉับพลัน
สุนัขดุร้ายพุ่งเข้าใส่ทันที อ้าปากกว้างฉีกกัดอย่างบ้าคลั่ง
มู่หร่านรีบฉวยโอกาสนั้นวิ่งหนีไป
ไม่นานนัก กลิ่นหอมก็ลอยมา
สตรีชุดแดงที่สวมผ้าคลุมหน้า มีรูปร่างอ้อนแอ้น คิ้วตางดงามดุจภาพวาด ดวงตาเป็นประกายพราวเสน่ห์ งามราวเซียนสวรรค์
สาวใช้ที่ถือกระบี่จ้องสุนัขดุร้ายซึ่งกินอย่างตะกละตะกลาม พลางตวาดอย่างเกรี้ยวกราด “เจ้าสุนัขโง่! เซียนหญิงสั่งให้เจ้างดอาหารสามเดือน เพื่อฝึกกายาอสูร บัดนี้เจ้ากลับกินของเข้าไป ความพยายามทั้งหมดก็สูญเปล่าแล้ว!”
สาวใช้อีกคนที่ถือโคมเขียวอยู่กล่าวอย่างขุ่นเคืองเช่นกัน “ไม่รู้ว่าเป็นคนไร้ตาคนใดถึงได้โยนอาหารให้เจ้าสุนัขโง่นี่ เซียนหญิง ให้พวกเราไปสืบหรือไม่?”
สตรีชุดแดงถอนสายตาอันเย็นชาออกมา น้ำเสียงเยียบเย็น “เรื่องเร่งด่วนในตอนนี้คือการตามหาตาเฒ่ากระบี่ยาว เมื่อ 200 ปีก่อนมันแย่งชิงสมบัติและสังหารผู้คนในแดนลับสุญญากาศ แค้นครั้งนี้ต้องชำระเสีย หลายปีผ่านไป ในที่สุดก็มีข่าวว่ามันหลบซ่อนรักษาบาดแผลอยู่ในถิ่นทุรกันดารแห่งนี้ อย่าเพิ่งทำให้มันไหวตัว”
หว่างคิ้วของนางขมวดเล็กน้อย ก่อนกล่าวว่า “ในตอนนั้น หากไม่มีบุรุษชุดเขียวคนหนึ่งโผล่มาขัดขวาง ผู้ชนะอันดับหนึ่งในแดนลับก็ควรเป็นข้า ข้าจะต้องสังหารมันกับตาเฒ่ากระบี่ยาว ล้างความอัปยศในคราวนั้นให้จงได้!”
บรรยากาศรอบข้างพลันเย็นยะเยือก สาวใช้ทั้งสองต่างเงียบกริบ ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
นับตั้งแต่ออกมาจากแดนลับเมื่อ 200 ปีก่อน สภาวะจิตของเซียนหญิงก็มีปัญหา โดยเฉพาะเรื่องการทะลวงขั้นที่ยากลำบากยิ่ง บุรุษชุดเขียวซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหันในคราวนั้นดูเหมือนจะสร้างแรงกระทบกระเทือนต่อนางอย่างใหญ่หลวง จนก่อเกิดเป็นความยึดติดอันน่าหวาดหวั่น
มู่หร่านวิ่งกลับบ้านมาตลอดทาง แต่ก็ยังคาดการณ์ผิดพลาด ชางซูไป๋กลับถึงบ้านก่อนนาง ทั้งยังเตรียมอาหารไว้เรียบร้อยแล้ว
นางคิดหาทางแก้ไขเฉพาะหน้า ก่อนเข้าประตูจึงซ่อนกล่องเครื่องมือไว้ในกองฟืน จากนั้นจัดผมเผ้าให้เข้าที่ แล้วอุ้มขนมเดินเข้าไปในบ้าน
“จิ่นจือ วันนี้กลับมาเร็วเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ชางซูไป๋กำลังจัดวางชามกับตะเกียบ เขาเงยหน้ามองนาง “วันนี้คนไข้ไม่มาก หมอหูจึงให้ข้ากลับบ้านก่อน”
มู่หร่านรู้สึกผิดอยู่บ้าง แต่ก็ฝืนใจประคองท่าทีไว้ นางยิ้มแล้ววางขนมลงในมือเขา “ข้าเพิ่งไปนั่งเล่นที่บ้านป้าหวังมา ดูสิ นี่คือขนมถั่วเขียวที่ขอให้สามีของนางซื้อจากในเมืองมาให้”
ชางซูไป๋ไม่ได้รีบร้อนกิน เขายื่นมือมาลูบปอยผมข้างหูของนางเบา ๆ แล้วถามเสียงต่ำว่า “ไปนั่งเล่นที่บ้านป้าหวัง เหตุใดถึงหอบกลับมาเล่า?”
สายตามู่หร่านวอกแวก “ข้า... ข้าแค่เลือดลมพร่องไปชั่วครู่ เดินไม่กี่ก้าวก็ต้องหอบแล้ว”
“ข้าจะจับชีพจรให้เจ้า”
“ไม่ต้องหรอก ข้าหิวแล้ว ขอไปล้างมือก่อน!”
มู่หร่านรีบวิ่งเข้าไปล้างมือในครัว แผ่นหลังของนางแทบจะเรียกว่าหนีเตลิดไปเลยก็ได้
ชางซูไป๋ไม่ได้พูดอะไรต่อ เขานั่งลงบนเก้าอี้ มองขนมถั่วเขียวในห่อกระดาษที่ยังคงเรียงตัวแน่นอย่างดี แววตาพลันอบอุ่นขึ้นอีกครั้ง
ไม่นานนัก มู่หร่านก็วิ่งกลับมา นางพยายามควบคุมลมหายใจ ก่อนส่งยิ้มให้เขา ในที่สุดก็ไม่หอบแล้ว
ชางซูไป๋วางขนมลง หยิบชามมาตักน้ำแกงเนื้อ แล้วส่งให้นาง “วันนี้ทำอาหารจานใหม่ ลองชิมดูว่าชอบหรือไม่”
มู่หร่านประคองชามขึ้นจิบหนึ่งคำ ลิ้มรสความอร่อยพิเศษที่เกิดจากวัตถุดิบหลากหลายผสานกันในน้ำแกง นางเอ่ยว่า “อร่อยจัง”
ชางซูไป๋คีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่ชามให้นาง “เจ้าชอบก็ดีแล้ว”
มู่หร่านถามอย่างสงสัย “อาหารจานนี้เรียกว่าอะไรหรือ? ก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นเจ้าทำเลย”
เขาตอบว่า “น้ำแกงเนื้อ”
มู่หร่านชะงัก “เรียกว่าน้ำแกงเนื้อเฉย ๆ หรือ?”
เขาพยักหน้า “เรียกว่าน้ำแกงเนื้อ”
มู่หร่านเองก็ไม่รู้ว่าเนื้อในชามเป็นเนื้ออะไร เคี้ยวหนึบดีทีเดียว นางนั่งไม่เรียบร้อย กินไปพลางเอนตัวซบเขาไปพลาง “จิ่นจือเก่งจริง ๆ ไม่ว่าทำอะไรก็อร่อยไปหมด”
ยามทำอาหารให้นาง เขามักจัดเนื้อสัตว์กับผักให้สมดุล ผักส่วนที่อ่อนนุ่มที่สุดจากจานผักเขียวก็ถูกคีบใส่ชามของนางอีกครั้ง เขาถามเสียงเบาว่า “ถ้าคราวหน้าอยากดื่มน้ำแกงเนื้อก็บอกข้า ข้าจะทำให้เจ้าอีก”
มู่หร่านส่ายหน้า “อร่อยก็จริง แต่ข้าว่ารสชาติก็ไม่ได้ต่างจากเนื้อชนิดอื่นเท่าไร ข้ายังชอบอาหารบ้าน ๆ ที่จิ่นจือทำมากกว่า”
เขายิ้มน้อย ๆ “อืม”
มู่หร่านตาไว พลันคว้ามือเขาไว้ “จิ่นจือ เจ้าได้รับบาดเจ็บนี่นา”
หลังมือของเขามีรอยแผลน้ำร้อนลวก ซึ่งเห็นเด่นชัดบนผิวขาวซีด
“ตอนต้มยาเผลอโดนน้ำร้อนลวก ไม่เป็นอะไรมาก”
“ไม่ได้ ร่างกายของเจ้าเป็นของข้า ข้าไม่อยากให้เจ้าเจ็บหรอก เจ้าไม่เจ็บ แต่ข้าเจ็บแทนเสียยิ่งกว่า” นางลุกจากเก้าอี้แล้วพุ่งตรงไปยังห้องนอนอย่างรวดเร็ว “ในบ้านมียาทาแผลน้ำร้อนลวกอยู่ ข้าจะไปหา”
ชางซูไป๋มองแผ่นหลังของนางที่พุ่งเข้าไปในห้องนอน แววอ่อนโยนพร่างพรายขึ้นในดวงตา
ปลายนิ้วของเขาหยิบขนมถั่วเขียวชิ้นหนึ่งใส่ปาก รสหวานละมุนแผ่ซ่านบนปลายลิ้น มุมปากของเขาก็ยกโค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
