ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงคอ เห็นได้ชัดว่าเขาเคยคิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน “ฝ่ายเทคนิควิเคราะห์เบื้องต้นแล้ว หากจะทำให้เกิดผลเช่นนี้ ย่อมมีความเป็นไปได้อยู่สองทาง ทางแรกคือปลดปล่อยพลังงานมหาศาลในชั่วพริบตา เผาร่างมนุษย์ให้กลายเป็นไอด้วยความร้อนสูงโดยตรง
ร่างกายมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบถึงเจ็ดส่วนในสิบ เมื่ออุณหภูมิสูงเกินสามพันองศา ของเหลวในร่างกายและเนื้อเยื่ออ่อนจะกลายเป็นไอน้ำทันที หากเกินห้าพันองศา แร่ธาตุในกระดูกก็จะแตกตัวกลายเป็นออกไซด์ในสถานะแก๊ส หากใช้ลำพลาสมาแบบกำหนดทิศทาง หรือการระเบิดอากาศอัด ย่อมเผาคนให้กลายเป็นแก๊สได้ในชั่วพริบตา กระทั่งเลือดยังไหลออกมาไม่ทัน”
โจวเจิ้งหรี่ตาลง “แล้วทางที่สองล่ะ”
“ทางที่สองคือการบดขยี้ด้วยแรงกลล้วน ๆ” ชายหนุ่มกล่าวต่อ “สร้างแรงดันสูงยิ่งให้ครอบคลุมทั่วร่างในชั่วพริบตา บีบอัดเซลล์ หลอดเลือด และกระดูกจนกลายเป็นผงละเอียดระดับไมครอน จากนั้นใช้คลื่นกระแทกพัดผงฝุ่นให้กระจายไป
วิธีนี้คล้ายใช้พละกำลังดิบมากกว่า แต่จะเหลือผงฝุ่นไว้บ้าง ไม่หมดจดเท่าทางแรก”
โจวเจิ้งจ้องภาพถ่ายอยู่นาน ก่อนจะเงียบงันไป
ประมุขสำนักชิงหลานอยู่ในขั้นฝึกปราณขั้นสิบ
ในแฟ้มประวัติผู้บำเพ็ญที่ทางการขึ้นทะเบียนไว้ นับเป็นบุคคลแถวหน้าของเขตอวี่โจวแล้ว
ทว่าต่อหน้าชายผ้าขาวผู้นั้น กลับไม่มีแม้แต่โอกาสให้ต่อต้าน
“ไม่ว่าจะเป็นวิธีไหน”
โจวเจิ้งเอ่ยเสียงต่ำ “ก็ล้วนอยู่เหนือระดับพลังที่พวกเราครอบครองอยู่ในตอนนี้ นี่แหละคือเหตุผลที่เราต้องตามหาเขาให้พบ หากไม่รู้ให้แน่ชัดว่าเขาเป็นมิตรหรือศัตรู คนทั้งเมืองอวี่โจวคงนอนไม่หลับ”
