ในเขตเมือง อามู่ขับรถวนอยู่หลายรอบ ก่อนจอดริมถนนฝั่งตรงข้ามร้านอาหาร พอลงจากรถก็เรียกเด็กคนหนึ่งมา ยื่นธนบัตร 5 ดีนาร์ให้ แล้วขอให้ช่วยเฝ้ารถ จากนั้นจึงเดินข้ามถนนไป
เขาหยิบบุหรี่ออกมามวนหนึ่ง ขอไฟจากชายสูงวัยในท้องถิ่น แล้วอาศัยจังหวะนั้นนั่งลงข้าง ๆ เพื่อฟังพวกเขาคุยกัน
นั่งอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็หาโอกาสแทรกบทสนทนาได้ เขาจึงเริ่มคุยกับชายวัยกลางคนและชายสูงวัยที่นั่งอยู่ด้วยกัน
ที่นี่อยู่ห่างจากจุดหมายไม่ถึง 200 เมตร ผู้พักอาศัยส่วนใหญ่ก็เป็นคนในละแวกนี้
การสืบข่าวจึงไม่ใช่เรื่องยาก
โดยเฉพาะข่าวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เอิกเกริก
อามู่ไม่ได้พูดถึงเรื่องคนจีนอะไรทำนองนั้น เพราะจะดูมีพิรุธเกินไป ใครจะรู้ว่าคนในกลุ่มนี้มีสายตาหรือญาติของใครบางคนอยู่หรือเปล่า
เขาแค่แสดงความกังวลต่อการสู้รบที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้อย่างเหมาะเจาะ ไม่นานก็มีคนเปิดปากพูดขึ้นมาเอง
พวกเขาคุยสัพเพเหระกันเกือบชั่วโมง ในที่สุดเรื่องที่ชายสูงวัยท้องถิ่นคนหนึ่งสวมเสื้อคลุมสีขาวเล่าก็ดึงความสนใจของอามู่
ชายสูงวัยคนนั้นเล่าว่า เมื่อคืนก่อนมีคนยิงปืนในตรอกที่อยู่ตรงจุดหมาย ดูเหมือนจะพาชาวต่างชาติไปหลายคนด้วย
ตอนนั้นเสียงดังเอะอะมาก หลังเสียงปืนนัดนั้นดังขึ้น ทุกอย่างถึงได้เงียบลง
“พวกต่อต้านบุกเข้ามาเหรอ?” คำพูดของอามู่ทำให้คนที่นั่งร่วมโต๊ะหันมาสนใจ
ชายสูงวัยที่เล่าเรื่องหัวเราะพลางส่ายหน้า “พ่อหนุ่ม คิดมากไปแล้ว กลางคืนในเมืองมันวุ่นวายจริง เมื่อคืนมีหลายจุดยิงปืนกัน แต่แถวท่าเรือมีกองทัพรัฐบาลอยู่เยอะ ส่วนสายตรวจในเมืองก็เข้มงวดมาก”
“เหตุวุ่นวายพวกนี้มีแค่คนส่วนน้อยที่ฉวยโอกาสก่อเรื่องเพื่อหาเงิน”
“งั้นเหรอ แบบนี้ผมก็โล่งใจแล้ว” อามู่ไม่ได้ซักต่อ
เขาคุยต่ออีกสองสามประโยคแล้วจึงขอตัว
ข้อมูลที่ได้มาที่นี่ก็เพียงพอแล้ว ถ้าถามมากกว่านี้คงได้เผยพิรุธ
หลังจากนั้นเขาแวะร้านขายของชำเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ก่อนเข้าไปก็เหลือบมองสัญลักษณ์บนกำแพง แล้วกวาดตามองสินค้าบนชั้นวางครู่หนึ่ง ก่อนจะขอบุหรี่มาร์ลโบโรหนึ่งซอง จากนั้นยื่นธนบัตร 50 ดีนาร์ให้ พร้อมกับถามคำถามสองสามข้อ
